| Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | สมัครสมาชิกบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ | Chat_Room | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | Sticker_Vote | สมัครฟรี chatroom | ลืมรหัสผ่าน |

ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

บุกรุกที่สาธารณะครับ

ผู้มีอิทธิพลได้สร้างหอพักบุกรุกที่คลองสาธารณะประโยชน์ จากนั้น อบต.ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดี ตำรวจเห็นควรสั่งฟ้องไปที่อัยการจังหวัด และคดีได้ตัดสินว่าจำเลยมีความผิดให้รอลงโทษทางอาญา ถามว่า
ถ้า อบต.จะบังคับให้เอกชนรายนั้นทุบอาคารที่บุกรุกให้กลับคืนสภาพเดิมจะต้องฟ้องในทางแพ่ง หรือจะสามารถออกคำสั่งของ อบต.ได้เลยหรือไม่ และใช้กฎหมายอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องครับ (รบกวนพี่ช่วยด้วยครับ)

โดยคุณ นิติกร 101 (182.52.49.241) [01-10-2013 10:30]




โดยคุณ นิ๋ง (1.4.226.115) [01-10-2013 12:51] #10013 (1/5)


คำพิพากษา ระบุว่ายังไง ก่อนรอลงโทษ ปกติพนักงายอัยการจะมีคำขอ ให้ขับไล่ด้วยเสมอ นี่

หากมีคำขอส่วนนี้ ก็ขอหมายบังคับในส่วนแพ่ง



โดยคุณ ก้อง (182.52.33.227) [01-10-2013 13:48] #10016 (2/5)

ตามคุณนิ้งว่าครับ แต่ถ้าไม่มีการขอของพนักงานอัยการ ก็ต้องดำเนินการตมกฎหมายนอื่น เช่นฟ้องแพ่ง หรือใช้อำนาจทางปกครองศึกษาดูครับ



โดยคุณ เจ้าของกระทู้ (182.52.49.241) [01-10-2013 16:11] #10021 (3/5)

ขอบคุณพี่ๆด้วยครับที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ปัญหาอยู่ที่ผู้มีอิทธิพลดังกล่าววิ่งเต้นอัยการ และอัยการได้สั่งฟ้องไปที่ศาลแบบเงียบๆ ทั้งๆที่ อบต.เป็นผู้เสียหายก็ไม่ยอมเรียกเข้าไปในการพิจารณาในชั้นศาลเลย จนพึ่งมารู้ในภายหลังว่ามีการตัดสินไปนานแล้ว ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในระหว่างขอคำพิพากษาอยู่ครับ จึงยังไม่รู้ว่าจะพิพากษายังไง แต่ได้ข่าวมาว่ารอลงอาญาอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร หากผู้กระทำผิดลอยนวลเพียงรอลงอาญาฐานบุกรุกอย่างเดียว แต่สร้างความเดือดร้อนและเอาเปรียบคนอื่นมาโดยตลอด หากจะออกคำสั่งจาก อบต.ให้ทุบโดยใช้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารจะได้หรือไม่ หรือต้องไปฟ้องในทางแพ่งครับ (รบกวนพี่อีกครั้งครับ)



โดยคุณ นิ๋ง (1.4.226.115) [01-10-2013 17:38] #10025 (4/5)

มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา



โดยคุณ นิ๋ง (1.4.226.115) [01-10-2013 17:42] #10026 (5/5)

คดี การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญา ในการดำเนินคดีแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2552 นางจิตรา โจทก์
นายสมชาย กับพวก จำเลย


ป.วิ.อ. มาตรา 46

เรื่องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 ในคดีอาญาพนักงานอัยการบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างบ้านพักอาศัยเป็นบ้านชั้นเดียว ตัวบ้านทิศตะวันตกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านหลังบ้านมีสุขา และเล้าไก่ อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาบุกรุก ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า บ้าน สุขา และเล้าไก่ของจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาคดีส่วนแพ่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่ทำไว้ในคดีอาญา ในการปฎิบัติตามคำพิพากษาศาลุอทธรณ์ภาค 5 ที่จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจึงต้องถือตามแนวที่ปรากฏในแผนที่พิพาทดังกล่าว เพราะหากถือตามแนวที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดบ้านของจำเลยทั้งสองก็จะอยู่นอกแนวและไม่ถูกบังคับคดีซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีอาญา

________________________________

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟัองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวาและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีส่วนอาญา โจทก์ในคดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา และฐานทำให้เสีทรัพย์โดยตัดฟันต้นลำไยและทำลายรั้วคอนกรีตของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพความผิดฐานบุกรุก ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและคดีถึงที่สุด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที 1897/2546 ส่วนคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันนำรังวัดทำแผนที่วิวาทไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1897/2546 ของศาลชั้นต้นและคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีโดยแจ้งว่าจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนบ้านของจำเลยทั้งสองออกไปด้วย ซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่นอกเขตที่ดินพิพาท ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อธิบายคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากเขตที่ดินโจทก์นำชี้ คือ สเส้นสีชมพู หรือเขตที่ดินตามที่เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดได้ คือ เส้นสีน้ำเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 1897/2546 ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ร่วมตามแผนที่พิพาทที่เจ้าพนักงานที่ดินทำขึ้น ลงวันที่ 24 มากราคม 2545 ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำรังวัด ทำแผนที่พิพาทไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1897/2546 ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปโดยถือเอาตามแผนที่พิพาทดังกล่าว ซึ่งต้องถือเอาตามเขตที่ดินเส้นสีชมพู
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อธิบายคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทในเขตเส้นสีชมพูตามแผนที่พิพาทถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ หากถือแนวเส้นสีชมพูในแผนที่พิพาทจำเลยทั้งสองจะต้องถูกบังคับคดีให้รื้อถอนบ้านออกไปด้วย แต่หากถือแนวเส้นสีน้ำเงินจำเลยทั้งสองก็ไม่ถูกบังคับคดีให้ต้องรื้อถอนบ้านออกไป เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ในคดีอาญาพนักงานอัยการบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันสร้างบ้านพักอาศัยเป็นบ้านชั้นเดียวกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 12.69 เมตร ตัวบ้านด้านทิศตะวันตกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ด้านหลังบ้านมีสุขากว้างประมาณ 3.69 เมตร ยาวประมาณ 3.69 เมตร และเล้าไก่กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร อยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาบุกรุก ข้อเท็จริงจึงต้องฟังว่า บ้าน สุขา และเล้าไก่ของจำเลยทั้งสองปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้พิพากษาคดีส่วนแพ่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาทที่ทำไว้ในคดีอาญา ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจึงต้องถือตามแนวเส้นสีชมพูในแผนที่พิพาท เพราะหากถือตามแนวเส้นสีน้ำเงินบ้านของจำเลยทั้งสองก็จะอยู่นอกแนวและไม่ถูกบังคับคดีซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีอาญา และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำอธิบายคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ


( ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ - สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ - วิรัช ชินวินิจกุล )


หมายเหตุ




ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย Password (สำหรับสมาชิก)  
Email (สมาชิกไม่ต้องใส่)
รหัสลับ = 1096
กรุณาใส่ตัวเลข *รหัสลับ ที่เห็น :
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ
เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 21 kb

[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]