| Home | กลับหน้าแรกเว็บบอร์ด | สมัครสมาชิกบอร์ด | ตั้งคำถามใหม่ | แก้ไขข้อมูลสมาชิก | Sticker_Vote | สมัครฟรี chatroom | ลืมรหัสผ่าน | admin

ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม

จะจดรับบุตรบุญธรรมสามารถจดรับเด็กต่างด้าวได้หรือไม่.....(ลูกของคนต่างด้าว) ............ถ้าไม่ได้สามารถทำอย่างไรได้บ้าง....(สงสารเด็ก เพราะไม่สามารถรับสิทธิใดๆจากโรงเรียนได้เลย เสียค่าเรียนก็แพง....ค่าต่างๆก็แพงสุดๆ)

โดยคุณ 10 Mail to 10 (180.183.190.71) [04-01-2011 13:49]




โดยคุณ 1 (125.26.90.71) [06-01-2011 10:38] #933 (1/1)

มาตรา ๓๕ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ กำหนดว่า

“ถ้าผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมมีสัญชาติอันเดียวกัน การรับบุตรบุญธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น ๆ

ถ้าผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมมีสัญชาติแตกต่างกัน ความสามารถและเงื่อนไขแห่งการรับบุตรบุญธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย แต่ผลแห่งการรับบุตรบุญธรรมระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของผู้รับบุตรบุญธรรม

สิทธิและหน้าที่ระหว่างบุตรบุญธรรมกับครอบครัวของตนตามกำเนิดนั้นให้ เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของผู้รับบุตรบุญธรรม”

โดยพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าว จะเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่จะรับเด็กตามข้อเท็จจริงเป็นบุตรบุญธรรมย่อมเป็นไปตาม “กฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น ๆ” หรือ “กฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย” ดังนั้น คำถามต่อไป ก็คือ เด็กมีสัญชาติอะไร ? และใครคือผู้รับบุตรบุญธรรม สามีหรือภริยาหรือทั้งคู่ ? แล้วผู้รับบุตรบุญธรรมมีสัญชาติอะไร ?

ข้อเท็จจริงนี้ต้องมีมาก่อนจึงจะพิจารณาเลือกกฎหมายที่มีผลกำหนดความเป็นไปได้ของการรับบุตรบุญธรรมที่จะเกิดขึ้น

หากการเลือกกฎหมายในที่สุดนำไปสู่การใช้กฎหมายไทย ก็หมายความว่า จะต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไทย ซึ่งมาตรา

ในประการที่สาม เมื่อประเด็นตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยครอบครัวฟังได้แล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่จะรับบุตรบุญธรรม จึงจะไปดำเนินการขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมได้ แต่หากไม่มีความเป็นไปได้ที่จะรับบุตรบุญธรรม จึงจะไปดำเนินการขอจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่ได้ กระบวนการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชน ซึ่งหากจะจดทะเบียนในประเทศไทย ก็จะต้องเป็นไปตามกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ (๑) พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๓ และ (๒) กฎกระทรวง ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ.๒๕๒๒

โดยมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. ๒๕๒๒ บัญญัติว่า “การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต้องมีการทดลองเลี้ยงดูและได้รับอนุมัติให้รับเป็นบุตรบุญธรรมตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้” ซึ่งรายละเอียดเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๓)

ในประการสุดท้าย เรื่องของสัญชาติไทยนั้น หากเด็กเกิดในประเทศไทย ก็อาจร้องขอสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน (มาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง[1] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไข พ.ศ.๒๕๓๕ และ พ.ศ.๒๕๕๑) หรือหากเด็กเกิดนอกไทย ก็อาจจร้องขอสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ (มาตรา ๑๒/๑ (๓)[2] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไข พ.ศ.๒๕๕๑) หากมีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ ว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลได้เห็นชอบที่จะให้สัญชาติไทยแก่ “กรณีบุคคลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา” กล่าวคือ (๑) ให้บุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ได้รับสัญชาติไทย เมื่อมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการและอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย ๑๐ ปีขึ้นไป ทั้งนี้บุคคลดังกล่าวต้องมีความประพฤติดี และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต และ (๒) สำหรับบุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งที่ได้รับสถานะเป็นบุตรบุญธรรมตามคำสั่งของศาลให้ได้รับสัญชาติไทย

1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย15 ปี

2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วย

3. กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก

- บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา

- บิดาหรือมารดา กรณีที่มารดาหรือบิดาตาย หรือถูกถอนอำนาจการปกครอง

- กรณีไม่มีผู้ให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งให้มีการรับเด็กเป็น

บุตรบุญธรรมก็ได้

- กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานพยาบาลหรือสถาบัน ซึ่งทางราชการหรือองค์การปกครอง

ส่วนท้องถิ่นรับรองในการจัดตั่งขึ้น หรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 1 ปี

ต้องได้รับความยินยอมของผู้รับผิดชอบในกิจการสถานพยาบาล หรือของบุคคลดังกล่าว

4. ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน

แต่หากมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังนี้ ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำอนุญาตแทนคือ

- คู่สมรสไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้

- คู่สมรสไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครได้รับข่าวคราวเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

5. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้

เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น
- ผู้ที่จะรับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรม ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต

แห่งใดก็ได้

- ผู้รับบุตรบุญธรรม และบุตรบุญธรรมที่มีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม

(กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ )

- ผู้ที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร(รวมทั้งชาวต่างประเทศ) ให้ยื่นคำขอ ณ ศูนย์

อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม (กรมประชาสงเคราะห์) และสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดอื่นยื่นคำขอ

ต่อนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือที่ทำการประชาสงเคราะห์จังหวัด พร้อมหนังสือยินยอมจาก

บุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอม

- ชาวต่างประเทศที่มีภูมิลำเนาถาวรอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นคำขอผ่านหน่วยงานประชาสงเคราะห์หรือ

องค์การสังคมสงเคราะห์ที่รัฐบาลของประเทศนั้นมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องบุตรบุญธรรม

- เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้วให้ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุธรรม ยื่นคำร้องขอ

จดทะเบียนต่อนายทะเบียนดังกล่าว

- ผู้ที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรส ต้องนำคู่สมรสมาให้ความยินยอม

- เด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรม อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องลงนามในช่องผู้ร้องขอจด



ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย Password (สำหรับสมาชิก)  
Email (สมาชิกไม่ต้องใส่)
รหัสลับ = 1359
กรุณาใส่ตัวเลข *รหัสลับ ที่เห็น :
แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ
เลือกรูป ขนาดห้ามเกิน 21 kb

[ สมัครสมาชิก | ปิดหน้าต่างนี้ ]