การอุทิศที่ดินด้วยวาจาชาวบ้านสัญจรไปมาหลายสิบปีเป็นที่ทางสาธารณะหรือไม่

  • 0 replies
  • 705 views

นิติกรพรขอนำเรียนแนวทางการศึกษาเกี่ยวกับทางส่วนบุคคลใช้กันมานานกว่า 20 ปีเป็นทางสาธารณะหรือไม่ กรณีการก่อสร้างโครงเหล็กชั้นเดียวทับที่ดินส่วนบุคคลที่ใช้กันมานานแล้วถึงครอบครองมากว่า 20 ปี โดยสุจริต สงบ เปิดเผย ก็ไม่อาจอ้างความสุจริตและอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ตามมาตรา 1306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อมามีการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งให้ทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่ใช่ทางส่วนบุคคแต่อย่างใด จึงไม่มีสิทธิก่อสร้างอาคารรุกล้ำทางสาธรณะแต่อย่างใด ดั้งนั้น การที่ กรุงเทพมหานครมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้พ้นจากที่อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.179/2563" (ค้นโดยนิติกรพร)
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admcase/Document/judgement/PDF/2561/01012-610083-1F-630402-0000656759.pdf
นิติกรพรขอนำเรียนการที่องค์การบริหารส่วนตำบลได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 4 เมตร ผ่านที่ดินของชาวบ้านซึ่งเป็นทางเดินที่ชาวบ้านสัญจรไปมากว่า 40 ปี ต่อมาเจ้าของใหม่ขอรังวัดที่ดินแต่สำนักงานที่ดินจังหวัดไม่ดำเนินการให้ เนื่องจากที่ดินตามโฉนดเกินเนื้อที่ดินไปบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ จึงนำคดีมาฟ้องต่ศาลปกครอง กล่าวคือ จากถ้อยคำของราษฎรในพื้นที่ได้ความว่า ทางเดินโดยเปิดเผยที่ชาวบ้านสัญจรมาไปมาไม่น้อยกว่า 40 ปีดโยเจ้าของดินเดิมและผู้ฟ้องคดีไม่ได้หวห้ามแต่อย่างใด และทรางราชการได้ปรับปรุงเป็นถนนลูกรังในปี 2511 ปี 2516 และหลังจากนั้นที่ดินได้ตกมาเป็นเจ้าของใหม่ ปี 2523 โดยไม่มีการหวงห้ามหรือโต้แย้งคัดค้านการใช้ทรางดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่เจ้าของดินเดิมได้อุทิศดังกล่าวแล้ว ทางดังกล่าวย่อมีสภาพเป็นสาธารณะประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) โดยปริยาย ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ในทางที่พิพาทดังกล่าว ซึ่งเป็นทางสาธารณะประโยชน์ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.44/2546" (ค้นโดยนิติกรพร) 21/05/2563   
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admCase/Document/judgement/PDF/2545/01012-450030-1F-461031-0000014355.pdf
นิติกรพรขอนำเรียนการที่มีผู้บริจาคที่ดินบางส่วนของเจ้าของที่ดินเดิมจะไม่ได้ทำเป็นหนังสืออุทิศหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อยกที่ดินให้เป็นถนนสาธารณะก็ตาม แต่การอุทิศที่ดินดังกล่าวให้เป็นถนนสาธารณะ ไม่จำต้องทำเป็นหนังสืออุทิศหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะแต่อย่างใด ประกอบกับประชาชนที่อาศัยบริเวณดังกล่าวใช้ถนนในที่ดินพิพาทเป็นทางเข้า–ออกมาเป็นเวลาประมาณ ๑๙ ปี โดยไม่มีผู้ใดสงวนสิทธิ์หรือปิดกั้นหรือเก็บค่าผ่านทางหรือแสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบริเวณถนนในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด กล่าวคือ ที่ดินพิพาทที่บริจาคให้เป็นถนนสาธารณะได้ตกเป็นทางสาธารณะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และทางสาธารณะดังกล่าวย่อมมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ต่อมาเจ้าของที่ดินเดิมจะได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน และผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้จัดการมรดกจะได้จดทะเบียนโอนมรดกในที่ดินพิพาทมาเป็นของผู้ฟ้องคดี ก็หาทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ไปแล้ว เปลี่ยนสภาพกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินเดิม และของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ดินที่พิพาทจึงเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันโดยปริยาย ไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.212/2560" (ค้นโดยนิติกรพร) 21/05/2563
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admcase/Document/judgement/PDF/2556/01012-560566-1F-600606-0000600251.pdf
นิติกรพรขอนำเรียนการที่เจ้าของดินเดิมมีเจตนาอุทิศที่ดินด้วยวาจาให้เป็นทางสาธารณประโยชน์เมื่อปี 2516 และบุตรก็ไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งแต่อย่างใด ต่อมาเมื่อปี 2538 สภาตำบลได้จัดทำโครงการถมดินลูกรังบุตรของเจ้าของที่ดินเดิมก็ไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าของรายใหม่ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาลจึงมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้คืนที่ดินที่องค์การบริหารส่วนตำบลได้ก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินตามโฉนดดังกล่าว กล่าวคือ ที่ดินที่พิพาทย่อมตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ทันทีที่เจ้าของดินเดิมมีเจตนาอุทิศที่ดินแล้ว กรณีไม่จำต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด ต่อมาถึงที่ดินที่พิพาทได้มาเป็นของเจ้าของที่ดินรายใหม่ผู้จัดการมรดกตามคำสั่งของศาล จึงมีผลผูกพันเจ้าของรายใหม่ด้วย ต่อมาองค์การบริหารส่วนตำบลได้มีการปรับปรุงถนนดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น การที่องค์การบริหารส่วนตำบลแจ้งว่าถนนที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปรปักษ์แล้ว จึงเป็นทางสาธารณประโยชน์ไม่จำต้องจดทะเบียนโอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณะประโยชน์แต่อย่างใด  "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1291/2558" (ค้นโดยนิติกรพร)
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admcase/Document/judgement/PDF/2555/01012-550633-1F-581117-0000565814.pdf
นิติกรพรขอนำเรียนการที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดรับโอนที่ดินจากทางหลวงชนบทต่อมาเจ้าของกรรมสิทธิที่ดินจึงมาฟ้ององค์การบริหารส่วนจังหวัดและทางหลวงชนบทที่รุกล้ำที่ดินของตนที่ขาดประโยชน์เป็นเวลา 19 ปี จึงเป็นการใช่สิทธิโดยไม่สุจริต กล่าวคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดรับโอนที่ดินจากทางหลวงชนบท ได้ก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ปี 2539 แต่เจ้าของที่ดินก็ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใด และหลังจากนั้นได้ยินยอมให้ประชาชนใช้ทางดังกล่าวเป็นทางสาธารณะตลอดมา ดังนั้น จึงถือว่าได้อุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว อันมีผลให้ที่ดินตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ "คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.282/2562" (ค้นโดยนิติกรพร)  23/05/2563
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admcase/Document/judgement/PDF/2559/01012-591128-1F-620530-0000640461.pdf
นิติกรพรขอนำเรียนแนวทางการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่สาธารณะ (ค้นโดยนิติกรพร)
http://203.155.220.238/dpw/index.php/yota-services/menu-yota-service-invasion-public
นิติกรพรนิติกรพรขอนำเรียนแนวทางในการแก้ไขปญหาการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์  (ค้นโดยนิติกรพร) https://www.dol.go.th/train/Documents/2559/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/9.pdf
นิติกรพรขอนำเรียนการบุกรุกทางสาธารณประโยชน์ อบต. เพิกเฉยจึงละเลยต่อหน้าที่ (ค้นโดยนิติกรพร)
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/webcms/Academic/Academic_090816_152915.pdf
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 15-02-2021, 00:53:05 โดย นายพรนรินทร์ ภูครองหิน »