การที่นายกเทศมนตรีเรียกรับเงินการต่อสัญญาจ้างกับพนักงานจ้างผิดอาญา มาตรา 149

  • 0 replies
  • 479 views




นิติกรพรขอนำเรียนกรณีศึกษา การที่นายกเทศมนตรีเรียกรับเงินการต่อสัญญาจ้างกับพนักงานจ้าง จากคำให้การพยานโจทก์ทุกปากตามที่พนักงานไต่สวนทำการไต่สวนมา ให้การในข้อเท็จริงสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยเป็นผู้พูดเรียกเงินเป็นค่าตอบแทนในการต่อสัญญาจ้างและผู้เสียหายแต่ละคนมอบเงินตามที่จำเลยเรียกร้องแก่จำเลยด้วยตนเอง นอกจากนี้ นาย ส. ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยให้ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี ตำบล บ. และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยได้ให้การสอดคล้องกับพวกผู้เสียหาย ประกอบกับพยานทุกปากให้การพยานทุกปากตามที่พนักงานไต่สวนทำการไต่สวนมาแล้วแต่เป็นข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างใต้บังคับบัญชาของจำเลยและไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยถึงขนาดต้องร่วมกันแต่งเรื่องเท็จขึ้นเพื่อกลั่นแกล้ง ใส่ไคล้ปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำให้การของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนัก  นอกจากนี้ จำเลยได้ชี้แจงในชั้นพนักงานไต่สวนและในชั้นพิจารณาว่า ในการต่อสัญญาจ้างจำเลยไม่ได้ให้พนักงานจ้างมาพบและเรียกรับเงินเป็นค่าต่อสัญญา จำเลยทำการต่อสัญญาไปตามระเบียบราชการ โดยมีบันทึกข้อความเทศบาลตำบลบ้านด่านโขงเจียม ลงวันที่ 28 มีนาคม 2556 เรื่อง ชี้แจงความจริง และมีข้อความรับรองว่าจำเลยไม่มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหาแต่เป็นการถูกให้ร้าย และมีพยานลงลายมือชื่อไว้ท้ายหนังสือ แต่พยานดังกล่าวกลับให้การต่อพนักงานสอบสวนในทางเดียวกันว่า นาย อ. เป็นผู้เขียนบันทึกข้อความดังกล่าวขึ้นมาตามตัวอย่างที่จำเลยร่างเอกสารไว้ให้เขียนตาม และจำเลยบอกว่าถ้าหากลงชื่อในบันทึกแล้วจะพิจารณาในการต่อสัญญาจ้างให้ พยานกลัวจำเลยจะไม่ต่อสัญญาจึงลงลายมือชื่อทั้งที่ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง พยานฝ่ายจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักสนับสนุนข้ออ้างของจำเลย  ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาจ้างพนักงานทุกฉบับทำการต่อสัญญาในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเรียกเงินจากพนักงานในวันที่ 20 ถึง 30 กันยายน 2553 แต่ต่อมาวันที่ 7 ถึง 8 ตุลาคม 2553 ผู้เสียหายทั้งหมดนำเงินมามอบให้จำเลย ไม่สมเหตุสมผล เพราะจำเลยได้ต่อสัญญาจ้างให้แล้วในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ไม่มีเหตุผลที่บุคคลเหล่านั้นจะนำเงินมอบให้แก่จำเลยภายหลังจากการที่ได้ทำการต่อสัญญาแล้ว และโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยได้รับเงินไว้นั้น เห็นว่า แม้สัญญาจ้างจะระบุว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2553 หากจำเลยยังคงเก็บสัญญาไว้ก็ย่อมเขียนข้อความในส่วนของจำเลยในโอกาสใดก็ได้มิใช่เฉพาะวันที่ระบุในเอกสาร ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้มอบสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปแล้วหรือไม่ ข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับวันที่ปรากฏในสัญญาจ้างจึงไม่ทำให้ข้อนำสืบของโจทก์มีพิรุธแต่อย่างใด  และการที่จำเลยอ้างว่าพยานโจทก์ และ นาย บ. เข้าไปในห้องทำงานของจำเลยด้วยเช่นกัน แต่กลับไม่เคยให้การว่าจำเลยได้เรียกรับเงินย่อมแสดงว่าพยานโจทก์ให้การขัดแย้งกันนั้น เห็นว่า นาย บ. ให้การว่าพยานได้ออกจากห้องทำงานของจำเลยก่อนคนอื่น ซึ่งเห็นได้ว่าพยานอาจไม่รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องการเรียกรับเงินเพื่อต่อสัญญาจ้างก็เป็นได้  ส่วนเรื่องการหักเงินโบนัสนั้น แม้นางสาว ส. และนาย น. จะเบิกความเป็นประโยชน์ต่อจำเลย แต่พยานทั้งสองมิได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวนหรือคณะกรรมการการสอบสวนข้อเท็จจริงอำเภอโขงเจียมมาก่อน อาจปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นในชั้นศาลได้ คำเบิกความของพยานดังกล่าว จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ จำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดนอกจากนี้มาแสดง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทนในการอนุมัติต่อสัญญาจ้างดังกล่าวโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 “คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำ อท. 257/2560 คดีหมายเลขแดง 6638/2561”(ค้นโดยนิติกรพร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24-09-2020, 07:56:30 โดย นายพรนรินทร์ ภูครองหิน »