แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


ข้อความ - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 20
1
เจอสปมสามร้อยกว่าหน้าเป็นหมื่นกว่ากระทู้ เพราะ เปิดโอเพ่นเกินว่า ใครก็ได้โพสกระทู้ได้ เจอฝรั่งแสปม ใครจะโพสสมัครสมาชิกเวบก่อนละกัน

2




ผู้รับอุทธรณ์ไม่พิจารณาอุทธรณ์

เรื่องอยากจะถามค่ะ คือ หน่วยงานเรียกให้พนักงานคนหนึ่งชดใช่ค่าสินไหมทดแทนเรื่องละเมิด พนักงานจึงยื่นอุทธรณ์ แต่ผู้รับอุทธรณ์ไม่พิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด โดยยังไม่แจ้งเรื่องให้ผู้อุทธรณ์ทราบสักที ผู้อุทธรณ์เกรงว่าจะเลยเวลายื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีเช่นนี้จะให้ผู้อุทธรณ์จะต้องทำอย่างไรบ้างคะ

นิ 183.88.103.* [ วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม 2559 เวลา 11:01 น. ]

ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ครบระยะเวลาในการพิจารณาของผู้พิจารณาอุทธรณ์ หรือ ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ ครับ
โดยคุณ คนผ่านมา 223.207.53.* [ วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม 2559 เวลา 14:25 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หมายความว่า ถ้าแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้ ใช่หรือไม่ เช่น ถ้ากรณีที่พิจารณาคำสั่งทางปกครอง ผู้ทำคำสั่ง เพิ่งจะแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งล่วงเลยระยะเวลาฟ้องศาลปกครองแล้ว กรณีเช่นนี้ ผู้อุทธรณ์สามารถนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง นับตั้งแต่ได้รับแจ้งผลของการอุทธรณ์ใช่หรือไม่
โดยคุณ นิ 183.88.90.* [ วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2559 เวลา 13:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

สิทธิฟ้องคดีภายใน ๙๐ วันนับแต่วันพ้นกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ กับสิทธิฟ้องคดีภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ เป้นสิทธิการฟ้องคดีคนละประเภืท แม้ว่า ผู้อุทรธรณ์ รับทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ กว่าสองปี ก็มีสิทธิฟ้องคดีครับ เพรระสิทธิในการฟ้องคดีเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากรับทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์
โดยคุณ คนผ่านมา 171.5.88.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2559 เวลา 10:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]


3




แจ้งความปลัด อบต.

เรื่องมีอยู่ว่า เช้าวันหนึ่งพนักงานอบต.แต่งตัวสวมเสื้อเชิตสีขาวแขนยาว กางเกงสีดำนุ่งทับเรียบร้อยและใส่รองเท้าหนัง (แบบที่นักกฎหมายแต่งกัน) ระหว่างเดินเข้ามาเซ็นต์ชื่อทำงาน ปลัดซึ่งอยู่บริเวณนั้น ก็ได้กล่าวกับพนักงานคนดังกล่าวต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ว่า "เก่ง (นามสมมุติ) แต่งตัวไว้ทุกข์ให้กับตัวเองหรือไง" โดยที่พนักงานอบต. คนดังกล่าวไม่ได้กล่าวตอบโต้ หรือแสดงกิริยาใดๆ เมื่อเซนต์ชื่อเสร็จก็เดินออกไปตามปกติ
รบกวนขอสอบถามเพื่อนๆนิติกรเพื่อเป็นข้อคิดเห็นในการพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไปว่า พฤติการณ์ดังกล่าว ถ้าท่านเป็นพนักงานที่เข้ามาเซ็นต์ชื่อ ท่านจะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับการกระทำของปลัดหรือไม่ เพราะเป็นการดูหมิ่น ดูถูก เหยียดหยาม ไม่ให้เกียรติ พนักงาน หรือหากท่านมีข้อเสนอเนะอื่นก็ช่วยแนะนำด้วย ขอบคุณครับ

นิติกร 101.109.176.* [ วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2559 เวลา 14:55 น. ]

การพูดเพียงเท่านี้เป็นการดูหมิ่น ดูถูก หรือเหยียดหยามแล้วหรือ
โดยคุณ นิติกรgan 1.179.170.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2559 เวลา 09:53 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

พูดเพียงแค่นี้ ยังไม่ถือว่าดูหมิ่นเหยียบหยามหรอก ดูที่เจตนา เขาอาจจะไม่ได้มีเจตนาก็ได้
คิดมากไปหรือเปล่า อะไรนิดอะไรหน่อยไม่ได้
โดยคุณ on 14.207.60.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2559 เวลา 10:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]



มาตรา 397 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณสถานหรือต่อหน้าธารกำนัลหรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะส่อไปในทางที่จะล่วงเกินทางเพศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นการกระทำโดยอาศัยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำอันเนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.231.* [ วันศุกร์ ที่ 12 สิงหาคม 2559 เวลา 09:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]





หากกลับกัน ปลัด ชื่อ เก่ง และโดนถามว่า

" ป เก่ง (นามสมมุติ) แต่งตัวไว้ทุกข์ให้กับตัวเองหรือไง"

ผลคือ
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.235.* [ วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม 2559 เวลา 10:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

ต้องขอขอบคุณ คุณนิ๋ง ที่ช่วยกรุณานำข้อกฎหมายมาชี้แนะ และเป็นคำตอบเป็นประโยชน์มากครับ
การแสดงความคิดเห็นใดๆ ของนักกฎหมาย ถ้าอยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมายเช่นคุณนิ๋ง โดยไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวของเราเองลำพัง ปัญหาในบ้านเมืองคงลดลงไปเยอะ
โดยคุณ นิติกร 182.53.195.* [ วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม 2559 เวลา 16:23 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]

ความผิดฐานนี้ มีทั้ง

ข่มเหง

รังแก

รำคาญ

คุกคาม

อับอาย

เพศ

อย่างใด อย่างหนึ่ง...


ก็เข้าฐานความผิด


และกรณีลหุโทษ ส่วนใหญ่ไม่ดูเจตนา ...


ไม่เหมือนความผิดในภาค 2

ต่างกันมาก...




แม้เป็นความผิดลหุโทษ แต่หากผู้เสียหายเอาเรื่อง (ถึงที่สุด)


โอกาส จำคุก ก็มีได้เสมอ....


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518

นายปรีชา โจทก์
ร้อยตำรวจโทสุทธี ที่ 1 นางสุนีย์ ที่ 2 จำเลย


ป.อ. มาตรา 1(3), 310, 397

จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ เป็นเพียงขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น ส่วนตัวโจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยได้ การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 แต่เป็นการรังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้าน แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดขวางถนนซอยเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์ออกไปจากซอยได้ เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ให้ปราศจากเสรีภายในร่างกาย และเป็นการรังแกข่มเหงและก่อความเดือดร้อนรำคาญต่อโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 397 และ 83
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง มีคำสั่งประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 ให้จำคุกจำเลยคนละ 15 วัน และปรับคนละ 500 บาท โทษจำคุกให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุนั้น โจทก์ไม่ได้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือทำให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแต่อย่างใด โจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยนั้นได้ จำเลยเพียงแต่ขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ดังโจทก์ฎีกา
ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์จะถอยรถออกไปจำเลยมิได้มีเจตนาจะปิดกั้นไม่ให้โจทก์เอารถออก ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ยอมถอยรถให้โจทก์ออกเป็นการรังแกข่มเหงโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะเป็นซอยในที่ดินของนางสวรรค์ สุวรรณเนตร ซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้านอยู่อาศัย แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในที่ดินในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397
พิพากษายืน

( พิชัย รชตะนันทน์ - ชุ่ม สุนทรธัย - อุดม ทันด่วน ) หมายเหตุ
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.230.* [ วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม 2559 เวลา 10:58 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6
[ ลบคำตอบที่ 6 ]

4
ผลงานทำ พ.ต.ก.

ขอรบกวนสอบถามท่านผู้รู้ เกี่ยวกับผลงานทำ พ.ต.ก.ดังนี้
1.จะต้องเป็นผลงานในหน่วยงานต้นสังกัดที่ขอรับ พ.ต.ก.หรือไม่
2.หากเป็นผลงานที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีหน่วยงานอื่นมาขอยืมตัว เช่น ยืมตัวไปสอบวินัยจะนำมาเสนอ ขอรับ พ.ต.ก.ต้นสังกัดได้หรือไม่ คือ
2.1 ต้นสังกัดในขณะที่ขอยืมตัว
2.2 ต้นสังกัดใหม่ที่ได้ย้ายจากต้นสังกัดเดิมที่มีการขอยืมตัวแล้ว
3.ผลงานของต้นสังกัดเดิม ต่อมาย้ายไปต้นสังกัดใหม่ จะนำผลงานของต้นสังกัดเดิมมาขอรับ พ.ต.ก.ได้หรือไม่
หมายเหตุ ถ้าพิจารณาตามประกาศคณะกรรมการฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ(พ.ต.ก.) ฉบับที่ 3

เท่ 101.51.59.* [ วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน 2559 เวลา 11:52 น. ]

ตอบตามที่ผมเคยทำนะครับ (ตั้งแต่ระเบียบเก่า)
1. ผลงานที่จะทำ พ.ต.ก.จะเป็นผลงานที่เก่าหรือที่เราย้ายไปอยู่ใหม่ก็ได้ แต่ต้องเป็นผลงานที่มีระยะเวลาอยู่ในเงื่อนไข เช่น เป็นผลงาน ไม่เกิน 2 ปี ย้อนหลัง เป็นต้น (นี่คือตัวอย่าง ลองดูระเบียบใหม่ว่ากี่ปีย้อนหลัง)
2. หากเป็นกรณีผลงานที่ทำเป็นในรูป คณะกรรมการ ต้องมีการคำนวนเป็นร้อยละ ของงานที่เราทำ เช่น กรรมการมี 3 คน ก็คิด 3 คนเป็น 100 % แล้วมาดูว่าท่านทำประมาณ กี่เปอร์เซ็นต์ และให้คณะกรรมการทุกคน เซ็นต์รับรอง (กรณีนี้ค่อนข้างยุ่งยาก สมัยผมทำ กรรมการคนนึงลาออก กว่าจะหาตัวเจอเกือบ 3 เดือน)
3. ส่วนคำถามที่ 3 .ระเบียบเก่าทำได้ แต่ต้องมีการรับรองจากต้นสังกัดเดิม ส่วนระเบียบใหม่ ผมไม่ชัวร์ครับ
โดยคุณ เซรุย 125.25.200.* [ วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน 2559 เวลา 11:38 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

กำหนดระยะเวลาของผลงานด้วยหรือ ของพี่เอาของ 2552-2554 มาทำผลงาน ผ่านสองคณะเรียบร้อยแล้ว เข้า ก. เดือนนี้เอง
โดยคุณ นิติกร27 125.24.210.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 8 กันยายน 2559 เวลา 10:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

5



การค้ำประกัน

ขอรบกวนถามผู้มีความรู้นะคะ เรื่องมีอยู่ว่าดิฉันได้รับหนังสือจากสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ว่าบอกเลิกสัญญาและให้คืนเงิน+++้ ซึ่งดิฉันเป็นทายาทของผู้คำ้ประกันค่ะ คุณพ่อของดิฉันไปค้ำประกันให้กับสหกรณ์ผู้ปลูกกระเทียม ซึ่งได้+++้ไปตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งตอนนั้นดิฉันยังเป็นเด็กอยู่เลยค่ะ แล้วทางสหกรณ์ผู้ปลูกกระเทียมชำระเงินไม่หมด ทางสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่เลยมีหนังสือทวงมาที่ทายาทอะคะ (คุณพ่อดิฉันเสียไปแล้วเมื่อปี 2552) เป็นเงินทั้งหมดทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย ค่าปรับ ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2559 รวมแล้วจำนวน 379,078.39 บาทค่ะ ดิฉันเลยอยากถามว่าการค้ำประกันนี่ตกถึงทายาทเหรอค่ะ ซึ่งในหนังสือระบุว่าให้ไปชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2559 หากพ้นกำหนดจะฟ้องศาลค่ะ ดิฉันจึงขอรวบกวนผู้ที่มีความรู้ช่วยตอบให้หน่อยค่ะว่าดินฉันควรทำอย่างไรดี (ดิฉันโดนในฐานะทายาทผู้ค้ำประกันค่ะ) ขอบคุณค่า

สุพรรณี อุตมะติง ส่งเมล์ถึง สุพรรณี อุตมะติง 49.231.236.* [ วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม 2559 เวลา 10:10 น. ]




การค้ำประกันนี่ตกถึงทายาทเหรอค่ะ

คำตอบคือ ได้

ที่สำคัญ อย่าหลงไปผ่อนแทนคนตาย ไม่งั้น ได้ชำระหนี้แทน แต่ไม่เกินมรดกที่รับจากคนตาย


ควรปลอ่ยให้เขาฟ้อง มานะ

และหากโดนฟ้องจริงๆ ก็ต้องเข้าไปสู้ในคดี นะ



ดูตามแนวการตัดสิน นี้....



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1343/2520

นายเอี่ยมศักดิ์ โดยร้อยตรีดำรง ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
นายนิน กับพวก จำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 1754
ป.วิ.พ. มาตรา 84
โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2-4 รับผิดในหนี้ของผู้ตายในฐานะที่เป็นทายาทของผู้ตาย จำเลยต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ เพราะโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันเจ้ามรดกตาย โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าเพิ่งรู้ว่าเจ้ามรดกตายก่อนฟ้องไม่เกิน 1 ปี
คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้หรือควรรู้ว่าเจ้ามรดกตายเมื่อใดและปรากฏว่าเจ้ามรดกตายก่อนฟ้องคดีถึง 3 ปี เช่นนี้คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2-4 ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม
________________________________

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญา+++้เงินโจทก์ไปโดยมีนางปวนจอมองค์ ทำสัญญาค้ำประกัน เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ต่อมาเมื่อประมาณ 3 ปีมานี้ นางปวนถึงแก่กรรม สิทธิและหน้าที่ในกองมรดกตกแก่จำเลยทั้งสี่ จึงขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่าโจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจัดซื้อลำไย โดยให้ทำหนังสือสัญญา+++้ไว้ จำเลยที่ 1 ได้จัดซื้อลำไยและส่งไปให้โจทก์หลายครั้งเป็นการชำระหนี้ ยังคงค้างชำระอยู่ไม่ถึงจำนวนที่โจทก์ฟ้อง
จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า นางปวนผู้ค้ำประกันตายก่อนโจทก์ฟ้อง3 ปี สัญญาค้ำประกันจึงระงับ และโจทก์ไม่ใช้สิทธิฟ้องร้องภายใน 1 ปี คดีขาดอายุความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยวินิจฉัยเรื่องอายุความว่า ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้หรือควรรู้ว่านางปวนถึงแก่กรรมเมื่อใด คดียังฟังไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ
จำเลยทั้งสี่ฎีกา จำเลยที่ 1 ฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาคงรับเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นข้อกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ขาดอายุความหรือไม่นั้น ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้หรือควรรับรู้ว่านางปวนตายเมื่อใด ตามคำฟ้องปรากฏว่านางปวนตายเมื่อประมาณ 3 ปีมานี้ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เพิ่งรู้ว่านางปวนตายก่อนฟ้องไม่เกิน 1 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าไม่ปรากฏว่าโจทก์รู้หรือควรรู้เช่นนั้น แสดงว่าโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เพิ่งรู้เมื่อโจทก์สืบไม่ได้ทั้ง ๆ ที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
( พิทยา มงคล - บัญญัติ สุชีวะ - พิสัณห์ ลีตเวทย์ )หมายเหตุ





โดยคุณ นิ๋ง 1.4.228.* [ วันจันทร์ ที่ 29 สิงหาคม 2559 เวลา 19:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]


*******************

ความเห็นส่วนแอดมินเพราะโดนด้วย ข้าราชการหลายรายที่ถูกฟ้องล้มละลายได้ ออกจากราชการนะครับ

6
การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน

กรณีที่เทศบาลนำอาคารของเทศบาลไปจัดหาประโยชน์ในทรัพย์สิน(ให้เอกชนเช่าอาคาร) เอกชนผู้ที่ประมูลเช่าอาคารดังกล่าวได้นั้นจะต้องชำระภาษีโรงเรือนที่เป็นของเทศบาลให้กับเทศบาลด้วยหรือไม่ เนื่องจากตาม ม. 40 แห่งพรบ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ได้บัญญัติให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสียภาษี แต่ในแบบสัญญาเช่าอาคารท้ายระเบียบจัดหาประโยชน์ในทรัพย์สิน ข้อ 5 ได้กำหนดให้ผู้เช่าเป็นผู้ออกค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงทำให้ไม่แน่ใจประเด็นนี้ครับ

พ 110.78.146.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน 2559 เวลา 23:16 น. ]

บังคับตามสัญญาเช่า
โดยคุณ น16 1.2.209.* [ วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน 2559 เวลา 10:52 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

บังคับไปตามสัญญาเช่าไปก่อนครับ ถ้าเขาฟ้องว่าข้อสัญญาขัดต่อกฎหมายค่อยว่ากัน
โดยคุณ เซรุย 1.20.247.* [ วันอังคาร ที่ 13 กันยายน 2559 เวลา 15:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2

7
ชาวบ้านทะเลาะกัน

มีบ้านสองหลัง ปลูกติดกัน เทาะกันจนต้องรื้อบ้านหนี้ เจ้าของบ้านหลังที่รื้อได้นำเมล็ดต้นหมามุ่ยไปหว่านจนเต็มที่ดิน เพื่อจะให้ผงหมามุ่ยปลิวไปใส่บ้านที่ไม่ถูกกับตนเอง ซึ่งเจ้าของบ้านที่ยังอยู่ได้ร้องเรียนมาเทศบาล จึงขอคำแนะนำว่าควรดำเนินการเช่นไร

สป 183.89.120.* [ วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2559 เวลา 14:57 น. ]

ความเห็นส่วนตัวนะท่าน จะว่าไปแล้วก๋เป็นเรื่องชาวบ้าน กับ ชาวบ้าน ไม่น่าเกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเราจะเอามาเป็นประเด็นก็พอได้ครับ เข้าข่ายเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนเหตุรำคาญ น่าจะให้ กองสาธารรสุข ไปดำเนินการครับ
โดยคุณ นิติเกิน 192.168.144.96, 180.183.185.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2559 เวลา 11:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

8
ไปเป็นหัวหน้าสำนักดีป่าว

ตอนนี้ผมใกล้ครบกำหนดที่จะสามารถสอบเปลี่ยนสายงานได้แล้ว ประกอบกับหัวหน้าสำนักจะย้ายและมีผมแค่คนเดียวที่มีคุณสมบัติครบ ปลัดก็ถามว่าอยากขึ้นไหม ผมรู่้สึกลังเลตัวเอง ผมจบเน(แต่ยังไม่ได้ค่าตำแหน่งนะ ยังไม่ได้ทำผลงาน) คิดว่าสักวันก็คงจะได้ ใจก็อยากไปโตนะ แม้รายได้รวมจะลดลง แต่อีกใจก็รู้สึกเสียดายเงิน จากที่จะได้รับ แปดพันก็เหลือสามพันห้า (ต้นปีหน้าว่าจะทำเรื่องขอเปิดกรอบชำนาญการพิเศษ) ท่านว่าไปหัวหน้าสำนักดีป่าว

เจ้าช่อมาลี 125.26.93.* [ วันอังคาร ที่ 6 กันยายน 2559 เวลา 10:25 น. ]

คิดหนักเลยท่าน...ขึ้นอยู่กับปนิธานของท่านแล้วแหล่ะว่า...ทุกวันทำงานเพื่ออะไร...ถ้าทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ก็อยู่ในตำแหน่งนี้ไปเรื่อยๆก็ได้ ไม่เสียหาย ...แต่ถ้าคิดอยากพัฒนาท้องถิ่น บ้านเกิดหรืออะไรก็แล้วแต่.....ตำแหน่งที่สูงขึ้นเท่านั้น ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ต่อรอง วางแนวทางใหม่ๆเพื่อการพัฒนาได้....ขึ้นอยู่กับท่านแล้วแหล่ะว่าชอบแบบไหน
โดยคุณ โชคดี 125.25.38.* [ วันอังคาร ที่ 6 กันยายน 2559 เวลา 11:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

เป็นหัวหน้าสำนักปลัดก็มีโอกาสความก้าวหน้า ถ้านิติกรก็ได้เรื่องเงิน ท่านก็ลองชั่งน้ำหนักดููเงิน ระยะเวลา โอกาสก้าวหน้า ความคิดส่วนตัวผมถ้ามีโอกาสคิดว่าเป็นหัวหน้าสำนักปลัดครับ
โดยคุณ นตก. โคราช 110.78.172.* [ วันอังคาร ที่ 6 กันยายน 2559 เวลา 13:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

เพิ่มอีกสักนิดนะท่าน.....ชำนาญการพิเศษหรือ....เขียนไว้สวยหรู ขอกรอบแล้วไม่ผ่านสักที อ้างนั่นอ้างนี่ ติดตรงนั้นตรงนี้ เริ่มเบื่อแล้วหล่ะ.....ท่านลองขอกรอบชำนาญการพิเศษดู ถ้าไม่ผ่าน อาจจะทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น.....ตำแหน่ง หัวหน้า ก็อย่าเพิ่งให้ใครมาขึ้นก่อนหล่ะ
โดยคุณ โชคดี 125.25.38.* [ วันอังคาร ที่ 6 กันยายน 2559 เวลา 15:20 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

หัวหน้าสำนักปลัด ระวังโดนลดขั้นเป็น หัวหน้าฝ่ายนะ .. เวลาปรับขนาดองค์กรให้ใหญ่ขึ้น เงินตำแหน่งจาก 3,500 เหลือ 1,500 แต่นิติกรชำนาญการ เบ็ดเสร็จ 8,000 บาท มีแต่ได้ ไม่มีลด
โดยคุณ ทางใจฝัน 183.88.7.* [ วันอังคาร ที่ 6 กันยายน 2559 เวลา 19:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

ท่านครับ .. อย่ามองแค่วันนี้ ตอนนี้น่ะใช่ ได้เป็นหัวหน้าสำนัก ได้เป็น ผอ. ได้เป็นรองปลัด แล้วต่อไปล่ะ องค์กรมันใหญ่ ควบรวม ปรับโครงสร้าง จากเป็นหัวหน้า / ผอ / รองปลัด ก็ลดลงลงเป็น ฝ่าย ... แล้วค่อยไล่สายเติบโตใหม่ ไปดูตัวอย่างการบริหารบุคคลของ หน่วยงานที่ปรับขนาดองค์กร ทั้ง อบต.เป็นเทศบาล เทศบาลตำบลเป็นเทศบาลเมือง เทศบาลเมืองเป็นนคร ... ตายอย่างเขียด

ยิ่งต่อไป สายบริหารจัดสอบที่ส่วนกลาง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสอบ สายปฏิบัติก็สอบสายบริหารได้ โดยไม่ต้องไปนั่งครองตำแหน่งในสายบริหาร นับระยะเวลาราชการแล้วสอบได้เลย

ถ้าจะเปลี่ยนจากนิติกรชำนาญการ ไปเป็นแค่ อำนวยการต้น หรือ บริหารต้น .... อย่าไปเลย 3500 เหลือ 1500 แล้วทำงานอีก 10 ปี ถึงจะได้เงินเท่านิติกรชำนาญการ

จะเปลี่ยนที รอปรับชำนาญการพิเศษ (ช้าหน่อย แต่ได้แน่) แล้วค่อยไป อำนวยการกลาง หรือ บริหารกลาง ทีเดียวเลย อันนี้ ได้เป็นหัวหน้าจริงๆ ผอ.ตัวเต็มๆ รองปลัดชัวว์ๆ
โดยคุณ พรบ.บุคคลตัวใหม่ เน้นๆ 183.88.7.* [ วันพุธ ที่ 7 กันยายน 2559 เวลา 09:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]

ด้วยความเคารพ..ในความคิดเห็นของทุกท่านเป็นผมผมไป(หนสป)ผู้บังคับบัญชาให้โอกาส
แล้้้้้้้้้้้้้้้วจะควบรวมเมื่อไหร่หละท่านนิติกรทุกวางให้ตำแหน่งลูกน้องสังคมไม่รู้จักอีกอย่างท่านแน่ใจเหรอว่าจะลดเหลือ1500เป็นนิติกรติดขัดไปหมดแต่อย่างว่าเป็นการมองต่างมุมผมก็ว่าไปอย่างงั้้้้้นหละถ้าเป็นผมเสาร์เข้าวัดทำสมาธิหรือไม่ก็ไปทำนองคนเลวที่บ้านด่านดื่มสักนิดหน่อย..555
โดยคุณ นิติกรอุบล 10.5.50.12, 101.51.213.* [ วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2559 เวลา 09:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6
[ ลบคำตอบที่ 6 ]

ต้องถามใจตัวเองครับว่าชอบแบบไหนรักแบบไหนก็เลือกแบบนั้นเท่าที่มีสิทธิและโอกาศจะเลือกได้ แต่อย่าทำงานที่ตัวเองไม่มีความสุขเพราะจะเหมือนตายผ่อนส่งและทางราชการไม่ได้ประโยชน์จากงานที่เราทำ(อันหลังนี้เป็นคำพูดของนักจิตร ม.ชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งผมได้รับฟังขณะเข้าอบรมหลักสูตรหนึ่ง) สำหรับผมอาชีพนิติกรหรือนักกฎหมายภาครัฐนี้ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วสำหรับผม วันข้างหน้าถ้าอยากไปสายอำนวยการ เมื่อเป็นชำนาญการพิเศษ ค่อยข้ามไปอำนวยการกลางเลยก็ยังได้(อันนี้ไม่ได้คิดเองเพราะหลักเกณฑ์สายอำนวยการว่าไว้แบบนั้น) ต่อไปวันข้างหน้าเมื่อกรมจัดสอบเองผมว่านักกฎหมายเราต้องอยู่แนวหน้าแน่นอน เพราะหลักเกณฑ์การสอบมีแต่ระเบียบกฎหมายทั้งนั้นสายงานอื่นหรือจะสู้
ลองถามใจตัวเองให้ดี ๆ ว่าชอบแบบไหน นั้นละคือคำตอบของท่าน
โดยคุณ นิติกรgan 1.179.170.* [ วันศุกร์ ที่ 9 กันยายน 2559 เวลา 13:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 7
[ ลบคำตอบที่ 7 ]

ใช่ครับ ถ้ามองอย่างเผิน ๆ ก็เห็นด้วยกับ ท่านนิติกร gan ว่า แต่ลองคิดดูนะครับกว่าจะถึงวันนั้น คนที่เป็นอำนวยการอยู่นะปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ก็มีแต่อายุน้อย ๆ ทั้งนั้น สุดท้ายก็คงจะเกษียนพร้อมกันกับท่าน ๆ นิติกรนี่หละครับ ฉะนั้น ท่านใดถ้าอยากเป็นอำนวยการ หรือบริหาร ก็ควรที่จะรีบเปลี่ยนสายงานเลยครับ สุดท้ายก็จะมีโอกาสเป็นปลัด สำหรับท่านที่เปลี่ยนก่อนที่จะเข้าแท่งก็สบายตัวไป แต่ท่านใดหลังเข้าแท่งแล้วถ้ามีโอกาสก็ควรรีบเปลี่ยนถ้าประสงค์จะไปเป็นอำนวยการ หรือบริหาร สำหรับตัวผมเองนั้น ผมไม่ถนัดงานบริหารครับ ผมมองว่างานกฎหมายนี่และใช่ตัวเองที่สุดแล้ว มีความสุขในการทำงานดีอยู่แล้วครับ และคิดว่าจะอยู่เป็นนิติกรจนเกษียนโน่นแหละครับ ถ้าสอบเปลี่ยนสายงานเป็นงานกฎหมายในหน่วยงานอื่นไม่ได้ ก็ขอใ้ห้โชคดีทุกท่านครับ
โดยคุณ พนักงาน 1.179.196.* [ วันศุกร์ ที่ 16 กันยายน 2559 เวลา 12:42 น. ] ผู้ตอบคนที่ 8
[ ลบคำตอบที่ 8 ]

โมเดลสูงสุด ของการปกครองท้องถิ่นของไทย คือ มหานคร
จังหวัดพระนคร จังหวัดธนบุรี จังหวัดมีนบุรี ควบรวมกัน เป็น กรุงเทพมหานคร
ต่อไป ทุกจังหวัดของประเทศไทย จะเป็น มหานคร ขอนแก่นมหนาคร เชียงใหม่มหานคร ภูเก็ตมหานคร ระยองมหานคร ก็ว่าไป

ปัจจุบัน จะยก อบต.เป็นเทศบาล พอเป็นเทศบาลแล้วควบรวมกันให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เหลือเขตการปกครองแบบเทศบาลอยู่ที่จังหวัดละ 30 - 60 เทศบาล พอๆกับเขตของกรุงเทพมหานคร เป็นเทศบาลทั้งประเทศ อยู่ระยะหนึ่ง ก็ ยกทั้งจังหวัด เป็น ... มหานคร

แล้วตำแหน่งบริหาร อำนวยการล่ะ ที่มีอยู่เต็มไปหมดในทุกวันนี้ ก็จะถูกเกลี่ยอัตรากำลังไป เทศบาลควบเทศบาล (อบต.เดิม) ปลัด 2 คน จะทำยังไง ก็ต้องมีคนหนึ่งเป็นปลัด อีกคนเป็นรอง แล้วรองปลัดที่เหลือล่ะ มาไล่อาวุโสกัน ก็ต้องลดลงตำแหน่งตัวเองลง ตำแหน่ง ผอ. อีก สองคน สามคน ก็มีแค่คนเดียวเป็น ผอ. แล้วอีกคนก็ลดลงเป็น ฝ่าย หลักคิดง่ายๆ ก้ไปดู การปรับขนาด เทศบาลขนาดเล็ก เป็นขนาดกลาง ขนาดกลางเป็น ขนาดใหญ่ นั่นแหล่ะเหมือนกัน

พอระบบเทศบาลลงตัว ก้เปลี่ยนเทศบาล เป็นเขต แบบกรุงเทพมหานคร

ปลัดเทศบาลเดิม ก็ คือ ผอ.เขต รองปลัด ก็ เป็น รอง ผอ.เขต ว่ากันไป

สำคัญที่สุด การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ปลัดเทศบาล ตามกฎหมายใหม่ ต้องผ่านสายอำนวยการมาก่อน แต่การก้าวขึ้นสายอำนวยการไม่จำเป็นต้องผ่านสายอำนวยการต้นเหมือนสมัยยุค อบต. ยุคเทศบาลแบบเก่า

ชำนาญการพิเศษ ก็ไปเป็นอำนวยการกลางได้ เชี่ยวชาญ ก็ไปเป็น อำนวยการสูงได้

พอเทศบาลควบเทศบาล(อบต.เดิม) มันจะมีแต่ เทศบาลขนาดกลางขึ้นไป ตำแหน่งปลัดต้นไม่มี จะมีแต่ปลัดกลางขึ้นไป

มองวิสัยทัศน์แล้ว ท่านนิติกร gan มีวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก นับถือๆ




โดยคุณ ไวๆนี้ คัมมิ่งซูน 180.183.187.* [ วันเสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 เวลา 16:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 9
[ ลบคำตอบที่ 9 ]




ข้ามให้ได้ ....มา

http://www.ojc.coj.go.th/
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.234.* [ วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน 2559 เวลา 11:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 10
[ ลบคำตอบที่ 10 ]

9



สตง.เรียกเงินคืน ถ้าผู้ว่าชี้ขาดแล้ว ทำอะไรต่อได้อีกมั้ยครับ

สตง.เรียกเงินคืน เทศบาลชี้แจงไปแล้ว สตง.ยืนยันกลับมาว่าเรียกเงินคืน
ถ้าส่งให้ผู้ว่าชี้ขาด สมมุติว่าผู้ว่าเห็นด้วยกับสตง. ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการเลยหรือไม่
สอบละเมิด หรือฟ้องศาลปกครองได้อีกมั้ยครับ

ศรัณย์ 1.2.151.* [ วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม 2559 เวลา 09:38 น. ]

หน่วยงานต้องปกิบัติตามที่ผู้ว่าชี้ขาดครับ
แต่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถฟ้องศาลปกครองได้ครับ แต่ต้องอุทธรณ์ก่อน
โดยคุณ ครับ 101.109.64.* [ วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม 2559 เวลา 10:39 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

สงัสย หน่วยงานฟ้องศาลปกครองเลยได้ไหม
ถ้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นของผู้ว่าฯ / สตง
โดยคุณ 12 1.1.142.* [ วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม 2559 เวลา 09:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

ส่วนตัวผมเห็นว่าต้องสอบละมิดครับ เพราะโดยทั่วไปแล้ว สตง.จะบอกแต่เพียงประมาณว่า อปท.เสียหาย จ่ายผิดระเบียบ ให้อปท.หาเงินมาคืนคลัง หากข้อเสนอแนะของ สตง.มีเพียงเท่านี้ แล้ว ผู้ว่าฯ เห็นด้วยกับสตง. คือ เห็นควรให้เอาเงินมาคืนคลัง ท้องถิ่น ถ้าข้อเท็จจริงมีเท่านี้ (ถ้ามีตังมาคืนก็จบนะ) แต่ถ้าจะเอากันตามระเบียบกฎหมายจริงๆ ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบละเมิด เพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในข่ายต้องรับผิดชอบเรื่องนั้นๆ ได้นำพยานหลักฐานเข้าสู้ (โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ตามวิฯ ปกครอง ) ถ้า คกก.เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาต้องชดใช้เงินคืน นายกก็ออกคำสั่ง แล้วผู้ถูกกล่าวหาค่อยอุทธรณ์ ถ้า นายกไม่รับอุทธรณ์ หรือไม่ว่าประการใดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ถึงจะฟ้องศาลปกครองได้ครับ
โดยคุณ เซรุย 1.1.143.* [ วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม 2559 เวลา 10:16 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

ขอสอบถามหน่อยค่ะ กรณีชี้แจงเป็นหนังสือที่ให้ทาง อบต.แจ้งกลับภายใน 60 วัน มีแบบฟอร์มรึเปล่าค่ะ(เห็นบางคนบอกว่ามีแบบขวาง)แล้วหนููสามารถหาได้จากที่ไหนค่ะ
โดยคุณ น้องใหม่ ส่งเมล์ถึง น้องใหม่ 125.26.87.* [ วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม 2559 เวลา 11:22 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admCase/Document/judgement/PDF/2556/01013-560608-2F-570226-0000129044.pdf




โดยคุณ สมาชิกฯ 067 61.19.23.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]

1. เทศบาลอาจดำเนินการได้ 2 ทาง คือ
(1) หากเทศบาลเห็นด้วยกับผู้ว่าฯ ก็ให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าฯ ให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน
นับจากวันที่ได้รับทราบผลการวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามข้อ 103 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย
การรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547
(2) หากเทศบาลไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของผู้ว่าฯ ก็ให้เทศบาลยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อ
ผู้ว่าฯ ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

2. ต่อมาหากผู้ว่าฯ วินิจฉัยอุทธรณ์แล้วมีความเห็นว่า ให้ยกอุทธรณ์ และเทศบาลพิจารณาแล้ว
ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ว่าฯ ก็ให้เทศบาลยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการอุทธรณ์
-------------------------------------------
เทียบเคียงคำคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 61/2557
คดีระหว่าง เทศบาลตำบลภูผาม่าน (ผู้ฟ้องคดี) กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น (ผู้ถูกฟ้องคดี)

คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดโดยสรุปความว่า... คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อทักท้วงของ
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นการใช้อำนาจในการควบคุมดูแลผู้ฟ้องคดีให้ปฏิบัติการตามอำนาจ
หน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมาย.. เป็นคำสั่งทางปกครอง.. ผู้ฟ้องคดีจึงต้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อ
เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าว.. ต่อมา
ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์.. เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งผลการพิจารณา..
วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล
ภายใน 90 สิบ วันนับแต่วันดังกล่าว..

คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ฉบับเต็ม ดาวน์โหลดที่
http://www.admincourt.go.th/admincourt/upload/admCase/Document/judgement/PDF/2556/01013-560608-2F-570226-0000129044.pdf



โดยคุณ สมาชิกฯ 067 61.19.23.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม 2559 เวลา 10:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6
[ ลบคำตอบที่ 6 ]


10



อบต.จัดซื้อที่ดิน นส ๓ ได้หรือไม่

อบต.จะซื้อที่ดินที่เป็น นส ๓ ได้หรือ ไม่คะ หรือ ซื้อได้ที่เป็นโฉนด เท่านั้น
รบกวนท่่่านนิติกร ให้ข้อมูลด้วบค่ะ
ขอบคุณค่ะ

หัวหน้าสำนักปลัดฯ 182.53.184.* [ วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม 2559 เวลา 14:34 น. ]

การซื้อจะพูดเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ด้วย
เมื่อมาดูเอกสารที่ท่านถาม

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ น.ส.๓ ก. และ น.ส.๓ ข)


หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ น.ส.๓ ก. และ น.ส.๓ ข) หมายความว่าหนังสือรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว
น.ส. ๓ ออกให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินทั่ว ๆ ไป ในพื้นที่ที่ไม่มีระวาง มีลักษณะเป็นแผนที่รูปลอย ไม่มีการกำหนดตำแหน่งที่ดินแน่นอน หรือออกในท้องที่ที่ไม่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ ซึ่งรัฐมนตรียังไม่ได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินของหัวหน้าเขต นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ (นายอำเภอท้องที่เป็นผู้ออก)
น.ส. ๓ ก. ออกในท้องที่ที่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ โดยมีการกำหนดตำแหน่งที่ดินในระวางรูปถ่ายทางอากาศ (นายอำเภอท้องที่เป็นผู้ออกให้)
น.ส. ๓ ข. ออกในท้องที่ที่ไม่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศ และรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดินของหัวหน้าเขต นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอแล้ว (เจ้าพนักงานที่ดิน เป็นผู้ออก)

โฉนดที่ดิน


โฉนดที่ดิน คือหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งออกให้ตามประมวลกฎหมายที่ดินปัจจุบัน นอกจากนี้ยังรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ซึ่งออกให้ตามกฎหมายเก่า แต่ก็ถือว่ามีกรรมสิทธิ์เช่นกัน
ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ถือว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นอย่างสมบูรณ์เช่น มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดิน มีสิทธิจำหน่าย มีสิทธิขัดขวางไม่ให้ผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนี้จึงเห็นว่า อบต.ไม่สามารถซื้อที่ นส.๓ได้ เนื่องจากไม่ได้กรรมสิทธิ์ ฉะนั้น หากจะซื้อต้องซื้อที่มีโฉนดเท่านั้น
(ความเห็นส่วนตัว)
โดยคุณ new lawyer ส่งเมล์ถึง new lawyer 180.180.51.* [ วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม 2559 เวลา 16:29 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ระเบียบพัสดุ
“พัสดุ” หมายความว่า วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ที่กำหนดไว้ในหนังสือการ
จำแนกประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ หรือการจำแนกประเภทรายจ่ายตามสัญญาเงิน+++้จากต่างประเทศ
“การซื้อ” หมายความว่า การซื้อพัสดุทุกชนิดทัง้ ที่มีการติดตัง้ ทดลอง และบริการ
ที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ แต่ไม่รวมถึงการจัดหาพัสดุในลักษณะการจ้าง

ปพพ.
มาตรา ๔๕๓ อันว่าซื้อขายนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย"สินใหแกบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผูซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพยสินนั้น
ให้แก่ผู้ขาย
มาตรา ๔๕๖๗ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแ่้ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
โดยคุณ new lawyer ส่งเมล์ถึง new lawyer 180.180.51.* [ วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม 2559 เวลา 16:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]




ไม่มีข้อห้าม หากซื้อแล้วเป็นเจ้าของ ทำไม จะซื้อไม่ได้

โดยคุณ นิ๋ง 1.4.224.* [ วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม 2559 เวลา 19:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

ถามว่าซื้อได้มั้ย คงจะซื้อได้ครับ แต่...หนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นการทำประโยชน์ในที่ดิน ส่วนใหญ่แล้วที่ดินประเภทนี้ จะมีพื้นที่ไม่แน่นอน (ท่านต้องดูใน น.ส.3) ขอบเขตของเนื้อที่ที่ดิน ไม่ค่อยแน่นอน ก่อนที่จะซื้อควรรังวัดสอบเขตใหม่ดีๆ
.............เทศบาลผม ซื้อที่ดินมาแล้ว 4 แปลง เคยเจอปัญหา กล่าวคือ เราจะซื้อที่ น.ส.3 ปรากฎว่า เนื้อที่ไม่ครบตาม นส.3 (บางแปลงก็เกิน แล้วแต่กรณี) จากประสบการณ์ผมขอแนะนำให้เจ้าของที่ดินไปดำเนินการให้เป็นโฉนดก่อน เพราะจะมีปัญหาเรื่องเนื้อที่ครับ ซึ่งเป็นสาระสำคัญ บางแปลงที่ผมซื้อ หายเกือบไร่ ก็มี เรื่องนี้ต้องระวังครับ
โดยคุณ เซรุย 1.20.134.* [ วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:05 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

ขอบคุณค่ ะ จะเสนอผู็บริหารพิจารณาอีกครั้ง
โดยคุณ หัวหน้าสำนักปลัดฯ 1.20.98.* [ วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]

11


ส่งเรื่องว่าต่างคดีทุนการศึกษา

ขอสอบถามหน่อยค่ะ กรณี อบต.ในเขตประจวบฯ จะฟ้องคดีทุนการศึกษาโดยจะส่งเรื่องให้อัยการว่าต่างแทน อบต.จะต้องส่งเรื่องไปยังสำนักงานศาลปครองเพชรบุรี หรือส่งเรื่องให้อัยการประจำจังหวัดดำเนินการค่ะ

2511 183.88.162.* [ วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:48 น. ]

คดีปกครอง ส่่งให้อธิบดีอัยการ สำนักคดีปกครอง.......
ที่สำนักงายอัยการจังหวัดนั้นๆ .
โดยคุณ น12 180.180.121.* [ วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ด้วยความเคารพครับ นี่คือความเห็นส่วนตัว
.................ก่อนอื่นต้องถาม จขกท.ก่อนว่า ท่านจะฟ้องใคร ข้อหาใด โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการจะฟ้องคดีทุนการศึกษา จะมี 2 กรณี
......... 1.จะฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้รับทุน หรือ
..........2.จะฟ้องบังคับตามสัญญากรณี ไม่ปฏิบัติตามสัญญา
................ทั้ง 2 กรณี ผมมองว่าฟ้องต่างศาลกัน ถ้าฟ้องเพื่อต้องการเรียกเงินคืนจากผู้รับทุน ต้องฟ้อง ลาภมิควรได้ น่าจะฟ้องศาลปกติ แต่ถ้าเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญา น่าจะฟ้องศาลปกครอง (ย้ำนี่ความเห็นส่วนตัว อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านลองไปคุยกับอัยการที่ไกล้ท่านก่อนในเบื้องต้น คือ ประสานกับอัยการก่อนที่จะส่งหนังสือไป ท่านคงจะแนะนำเราได้ เพราะอย่างไรหากอัยการตอบเราไม่ได้ กรณีนี้จะมี คกก.วินิจฉัยคดี ว่าคดีแบบนี้ควรฟ้องศาลใดอยู่ครับ)
โดยคุณ เซรุย 1.20.134.* [ วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

สัญญาให้ทุนการศึกษาเป็นสัญญาทางปกครอง การบังคับให้คืนเงินกรณีเรียนไม่จบก็ดี กรณีบังคับให้ทำงานใช้ทุนหรือให้คืนทุนเมื่อเรียนจบแล้วก็ดี เป็นการบังคับตามสัญญาเพราะกระทำผิดข้อตกลงในสัญญา ต้องฟ้องที่ศาลปกครองครับ จึงต้องไปประสานที่อัยการสำนักงานคดีปกครอง
โดยคุณ นิติกรgan 1.179.170.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:51 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

สำนักงานอัยการคดีปกครอง น่าจะเพชรบุรี
โดยคุณ นิติกรเก่าๆ 101.108.218.* [ วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

เรื่องนี้อยู่ในเขตอำนาจ “ศาลปกครองเพชรบุรี” ที่จะพิจารณาคดี
ดังนั้น หากจะให้อัยการว่าต่างแทน ก็ให้ส่งเรื่องไปที่
ถึง : อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
ที่อยู่ : สำนักงานคดีปกครองเพชรบุรี
อาคารสำนักงานอัยการภาค 7 เลขที่ 48/1 ถ.สมบูรณ์กุล
ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี 70000
โทร : 032-327-129 ต่อ 431
แฟกซ์ : 032-327-129 ต่อ 431 หรือ 032-327-120




โดยคุณ - 61.19.23.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:48 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]

ขอบคุณทุกความเห็นค่ะ
โดยคุณ จขกท 183.88.164.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:24 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6
[ ลบคำตอบที่ 6 ]

12


ถามกรณี นายก อบต. จ้างเหมาบริการลูกตัวเอง

กรณีที่ นายก อบต.จ้างเหมาบริการ ลูกตัวเองมาทำงานที่ อบต.ที่ตนดำรงตำแหน่งอยู๋นั้น ถือว่าผิดหรือไม่ ในกรณีเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ อบต. ท่านใดมีกรณีดังกล่าวแบบนี้ที่ศาลเคยมีคำพิพากษาแล้ว รบกวนขอหน่อยได้มั้ยค่ะ จะให้ทางผู้บริหารดู เนื่องจากท่านผู้บริหารจะจ้างลูกตัวเองมาเป็นจ้างเหมาบริการ เตือนแล้วก็ไม่เชื่อ หาว่ามีคนแนะนำว่าสามารถดำเนินารได้ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็เกรงว่าจะผิดไปด้วย ค่ ะ หรือ ถ้าเตือนแล้วไม่ฟังเรา เจ้าหน้าที่ในส่วนของ หัวหน้าสำนักฯ พัสดุ ปลัด จะมีทางออกอย่างไรบ้างคะ
ขอบคุณมากค่ะ

หัวหน้าสำนักฯ 1.20.98.* [ วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14:02 น. ]

การจ้างเหมาต้องดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.4/ว 1452 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 การที่นายกฯ จ้างลูกตัวเองก็ต้องทำตามระเบียบพัสดุ การจ้างลูกตัวเองแบบนี้ ถือว่านายกฯ มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับ อบต. ตาม พรบ.สภาตำบลฯ มาตรา 64/2(3) นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา 64 ตาม พรบ. ฉบับเดียวกัน
ให้เอากฎหมายที่ว่าให้นายกดูครับไม่ต้องถึงกับเป็นคำพิพากษาก็ได้ แบบนี้ คิดว่านายกฯ คงกล้าดำเนินต่อ
โดยคุณ นิติกรgan 1.179.170.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ในเมื่อนิติกรก็รุ้ว่าผิดแล้วยังไม่เตือนผู้บริการ นิติกรผู้นั้นผิดด้วยหรือม้ายครับเพราะรุ้เห็นเป็นใจ
โดยคุณ อบต ควนสตอ สตูล 171.7.237.* [ วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม 2560 เวลา 22:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]



13



สมาชิก อบต. ถูกพิพากษาห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระหว่างดำรงตำแหน่งเลขานายก อบต.

เลขานายก อบต.จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยืสินและหนี้สิน จึงถูกพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 แต่ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิก อบต. กรณีเช่นนี้ทาง อบต.จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อสมาชิก อบต.ท่านดังกล่าว

บุคลากร ส่งเมล์ถึง บุคลากร 125.25.175.* [ วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:54 น. ]

กกต แจ้งมายัง อบต
ถ้าแจ้งมาแล้ว ก็แจ้งต่อไปปยังเจ้าตัว
สภา ผู้กำกับดูแล
ส่วนเงินค่าตอยบแทนจ่ายแล้วกันไป
อบต. อยากได้คืนต้องฟ้องร้องเอา
โดยคุณ 12 180.180.121.* [ วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:04 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

นำหนังสือที่ อบต.ได้รับ ประกอบคำพิพากษา แล้ว แจ้งให้ประธานสภาทราบ แล้วประธานสภามีหนังสือแจ้งไปที่นายอำเภอ แล้วอำเภอเขาจะแจ้งมายัง อบต.อีกทีว่า ส.อบต.ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ ส่วนค่าตอบแทนที่จ่ายไปแล้วก่อนมีคำพิพากษาไม่ต้องคืน
โดยคุณ เซรุย 182.53.145.* [ วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

ให้นายกฯ ใช้อำนาจตามมาตรา 59 (3) แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลฯ พ.ศ.2537 ออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งไปเสียเลย
โดยคุณ - 110.77.152.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]


ขอถามหน่อยครับ
กรณีสัญญา+++้ยืม จ่ายเป็นงวดๆ โดยในสัญญาไม่ได้ระบุว่าหากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที
หากมีการผิดนัดงวดแรก เจ้าหนี้จะบอกเลิกสัญญาได้ทันที่ได้หรือไม่
หากไม่ได้ จะต้องให้ผิดนัดกี่งวดจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ หรือจะต้องทำการอย่างไร

ขอบคุณครับ
โดยคุณ aji 110.78.171.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]


ขอถามครับ

กรณีตำบลอีกตำบลหนึ่งอ้างว่าพื้นที่อีกตำบลหนึ่งที่ติดกันมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของตำบลเขา เขาจะเอาพื้นที่นั้นคืน แต่ตามประกาศกำหนดเขตนั้นตรงพื้นที่ปัจจุบัน แต่เขาอ้างว่าประกาศฉบับปัจจุบัน นำมาอ้างอิงไม่ได้ เช่นนี้ จะต่อสู้อย่างไร
อ่้างระเบียบฉบับไหนบ้างครับ
โดยคุณ อดิศักดิ์ 110.78.171.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]



14



พื้นที่ตำบลซับซ้อน

ขอถามครับ

กรณีตำบลอีกตำบลหนึ่งอ้างว่าพื้นที่อีกตำบลหนึ่งที่ติดกันมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นของตำบลเขา เขาจะเอาพื้นที่นั้นคืน แต่ตามประกาศกำหนดเขตนั้นตรงพื้นที่ปัจจุบัน แต่เขาอ้างว่าประกาศฉบับปัจจุบัน นำมาอ้างอิงไม่ได้ เช่นนี้ จะต่อสู้อย่างไร
อ่้างระเบียบฉบับไหนบ้างครับ

อดิศักดิ์ 110.78.171.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:48 น. ]

ยึดตามประกาศกระทรวงมหาดไทยครับ พื้นที่ไม่ทับซ้อนกันแน่นอน คนรุ่นใหม่ทำให้ทับซ้อน ปัญหาอยู่ที่คนในพื้นที่
โดยคุณ 8899 1.179.186.* [ วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:11 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ขอถามครับว่า ที่เขามาอ้างว่าเป็นพื้นที่ตำบลของเขานั้น เขาเอาหลักฐานอะไรมาอ้างละครับ ก็แค่ต่อสู้หักล้างหลักฐานกันไป ว่าหลักฐานของใครชัดเจนกว่ากัน
โดยคุณ 56 61.19.82.* [ วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

ดูประกาศเขตเทศบาลเพราะจะมาภายหลังเขตอบต.เพราะเขตอบต.มาจากเขตตำบลประมาณนี้นะท่าน
โดยคุณ ผู้ผ่านมา 125.25.121.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

หน้า: [1] 2 3 ... 20