แสดงกระทู้

ส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูกระทู้ทั้งหมดสมาชิกนี้ โปรดทราบว่าคุณสามารถเห็นเฉพาะกระทู้ในพื้นที่ที่คุณเข้าถึงในขณะนี้


แสดงหัวข้อ - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


การเบิกจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ที่อบต มีการเบิกจ่ายเงินผู้สูงอายุ โดยให้ นักพัฒนาชุมชน เป็นคนยืมเงินมาเบิกจ่าย โดยในการเบิกจะทำฎีกาเงินยืม แล้วส่วนการคลังจะออกเชคให้ ซึ่งจะต้องเอาเงินเข้าบัญชี โดยทุกครั้ง นักพัฒนาชุมชน จะโอนเข้าบัญชีซึ่งเป็นชื่อของตนเอง แล้วถอนออกมาทันที หลังจากจ่ายเงินเสร็จก็ทำฎีกาส่งใช้เงินยืม เช่นนี้ ถือว่าปฏิบัติ ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ครับ
- การนำเงินเข้าบัญชี ตนเองจะถือว่ามีพฤติกรรม ส่อไปในทางไม่สุจริต หรือผิดระเบียบไหมครับ โดยทางปลัด นายก ก็ทราบมาโดยตลอด

ชี้แนะด้วยครับ

นักพัฒ 1.1.214.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม 2555 เวลา 21:41 น. ]



เรื่องนี้มีของกรณีคือ
หนึ่ง การจ่ายเงินตามสิทธิ
สอง การยืมเงิน

หากเป็นกรณีที่หนึ่งคือ การจ่ายเงินตามสิทธิ ตามข้อ 69 (2) ก็ต้องเป็นการจ่ายลงเงินไม่เกิน สองพันบาทเท่านั้น

หากเช็คที่จ่ายเป็นจำนวนหมื่นหรือแสนบาท หากไม่เคยขอยกเว้นตาม ข้อ 4 ก็มีหวังโดนแน่ๆ

หากเป็นกรณีที่สองคือ การจ่ายเงินยืมตามข้อ 84 ก็ต้องหาหลักฐานมาเบิกล้างหนี้ แต่กรณีนี้จะไม่ใช่การจ่าย เ งินยืมแต่เป็นการจ่ายเงินตามข้อ 69(2)


ดังนั้นถ้ามีการตรวจพบตามข้อ 102 โดย สตง มีหวังหัวโต.....


หากยังคงต้องการปฏิบัติเช่นนั้นอยู่อีก ให้ขกยกเว้นตาม ข้อ 4 ไป ........



ระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน
และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗


ข้อ ๔ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ และให้มีอำนาจตีความวินิจฉัยปัญหา กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีปฏิบัติ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ใน
กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบนี้ได้ ให้ขอทำความตกลงกับปลัดกระทรวงมหาดไทยก่อนการปฏิบัติ
ปลัดกระทรวงมหาดไทย อาจมอบอำนาจตามวรรคสองให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้


หมวด ๗
ข้อกำหนดในการจ่ายเงิน
ส่วนที่ ๑
การจ่ายเงิน

ข้อ ๖๙ การเขียนเช็คสั่งจ่ายให้ปฏิบัติ ดังนี้
(๒) การจ่ายเงินตามสิทธิที่พึงจะได้รับให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน หากมีความจำเป็นที่จะต้องสั่งจ่าย เพื่อขอรับเงินสดมาจ่ายให้กระทำได้ในการจ่ายเงินที่มีวงเงินต่ำกว่าสองพันบาทโดยให้ออกเช็คสั่งจ่ายในนามหัวหน้าหน่วยงานคลัง หรือกรณีที่ไม่มีหัวหน้าหน่วยงานคลัง หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งพนักงานส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ระดับสาม หรือเทียบเท่าขึ้นไปและขีดฆ่าคำว่า “หรือตามคำสั่ง” หรือ “หรือผู้ถือ” ออก ห้ามออกเช็คสั่งจ่ายเงินสด


ส่วนที่ ๓
การจ่ายเงินยืม

ข้อ ๘๔ การจ่ายเงินยืมจะจ่ายได้แต่เฉพาะที่ผู้ยืมได้ทำ สัญญาการยืมเงินตามแบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด และผู้บริหารท้องถิ่นได้อนุมัติให้จ่ายเงินยืมตามสัญญาการยืมแล้วเท่านั้น โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑) มีงบประมาณเพื่อการนั้นแล้ว
(๒) ผู้ยืมได้ทำสัญญาการยืมเงินและรับรองว่าจะปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ


หมวด ๑๐
การตรวจเงิน

ข้อ ๙๘ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำบัญชีและทะเบียนรายรับรายจ่าย รวมทั้งสรรพบัญชีหรือทะเบียนอื่นใดตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด

ข้อ ๙๙ ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังทำรายงานแสดงรายรับรายจ่ายและงบทดลองเป็นรายเดือนเสนอปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำเสนอผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อทราบในฐานะหัวหน้าผู้บังคับบัญชา และส่งสำเนาให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลให้ส่งนายอำเภอ

ข้อ ๑๐๐ ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังจัดทำงบแสดงฐานะการเงิน และงบอื่น ๆ ตามแบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด เพื่อส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคตรวจสอบภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปี และส่งสำเนาให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบลให้ส่งนายอำเภอ

ข้อ ๑๐๒ ในการตรวจสอบบัญชีและหลักฐานการรับจ่ายเงิน ให้หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกหรือรับเงิน และหรือหัวหน้าหน่วยงานคลัง มีหน้าที่ให้คำชี้แจงและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และหากได้รับข้อทักท้วงจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้หัวหน้าหน่วยงานผู้เบิกและหรือหัวหน้าหน่วยงานคลังปฏิบัติตามคำทักท้วงโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกินสี่สิบห้าวันนับจากวันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับแจ้งข้อทักท้วงนั้น

ข้อ ๑๐๓ ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชี้แจงข้อทักท้วงไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แต่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยืนยันว่ายังไม่มีเหตุผลที่จะล้างข้อทักท้วง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชี้แจงเหตุผลและรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดวินิจฉัยภายในสิบห้าวันนับจากวันที่ได้รับคำยืนยันจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งผลการวินิจฉัยภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับรายงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการจังหวัดให้ปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายในสี่สิบห้าวันนับจากวันที่ได้รับทราบผลการวินิจฉัย



โดยคุณ นิ๋ง 1.4.253.* [ วันศุกร์ ที่ 3 สิงหาคม 2555 เวลา 08:45 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

2


ข้อบัญัติ หรือข้อกำหนด เกี่ยวกับการตัดไม้ยางพารา

ข้อบัญัติ หรือข้อกำหนด เกี่ยวกับการตัดไม้ยางพารา
ใครพอจะมีตำอย่างไหมครับ
เนื่องจากในพื้นที่มีการขายไม้ยางพารากัน แล้วบรรทุก ทำให้ถนนได้รับความเสียหายครับ

ประชาชน ส่งเมล์ถึง ประชาชน 1.179.194.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม 2559 เวลา 10:06 น. ]

ถนนได้รับความเสียหาย ก็ว่่าตามกฎหมายทางหลวง
ประกาศทางหลวงท้องถิ่นทำยัง
***ที่เคยทำกับรถบรรทุกหิน ดิน
ก็เจรจาทำบันทึกข้อตกลงกับเจ้าของเหมือง
ว่าหากถนนได้รับคามเสียหายจะจัดการ
ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีอย่างเดิม
โดยคุณ น12 180.180.121.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม 2559 เวลา 10:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ประเด็นอยู่ตรง ถนนเสียหายจากการบรรทุก ไม่ยางพารา ท่าน จขกท.จึงมีความประสงค์จะออกข้อบัญญัติ น่าจะประมาณนี้ ที่ผมเข้าใจ ฉะนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่า เรามีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้หรือไม่ แยกเป็น 2 ประเภท
1.ถ้าถนนที่ท่านว่า เป็นถนนทางหลวงท้องถิ่น ก็อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำได้
2.ถ้าไม่ใช่ เช่น เป็นทางหลวง ก็ทำไม่ได้
กรณี เป็นทางหลวงท้องถิ่น (มีการทำทะเบียนไว้ถูกต้องแล้ว) ผมคิดว่า ไม่ต้องออกข้อบัญญัติก็ได้ สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วบังคับใช้ได้เลย เช่น ในเรื่องของการบรรทุกน้ำหนักเกิน นายกฯ ท่าน ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่น สามารถดำเนินการได้เลย แต่มักจะติดปัญหา ในเรื่องของตาชั่ง จะไปเอามาจากไหน ในข้อนี้ท่านสามารถ ไปติดต่อขอยืมจากทางหลวงได้ (ถ้าเขามีให้ยืม) แต่ถ้าเป็นทางหลวง (ที่มีหมายเลข เช่น ทางหลวงหมายเลข... ก็ต้องให้ทางหลวงดำเนินการ (ช่วงนี้แจ้งทหารจะเร็วมาก) ในพื้นที่ผม มีการบรรทุกอ้อย ทหารมาจับแล้วหลายราย โทษหนักถึงขั้นยึดรถ
ลองพิจารณาดูครับ ว่าจะใช้มาตรการใด ถ้าออกข้อบัญญัติ (กรณีออกได้) ท่านต้องดำเนินการเอง ก็เสี่ยงหน่อย
โดยคุณ เซรุย 180.180.166.* [ วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม 2559 เวลา 11:27 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

3



การขออนุญาตไปราชการ


ถาม ครับ
ปัจจุบัน อบต. เมื่อพนักงานคนใดจะออกเดินทางไปราชการ เช่น ไปตรวจถนนที่ก่อสร้าง ทุกกองต้องเขียนอนุญาตในสมุดขออนุญาตเล่มเดียว โดยผ่านปลัดอบต.โดยตรง
ดังนั้น หากแต่ละกองเห็นว่ามันไม่สะดวก อยากแยกสมุดขออนุญาตของแต่ละกองโดยผ่านผอ.กอง จะได้หรือไม่
ต้องดำเนินการอย่าง
และต้องอ้างระเบียบใดบ้าง

qaqe 113.53.5.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 00:34 น. ]

ตอบครับ
ปัจจุบันที่ อบต. ได้กำหนดไว้ว่าเมื่อพนักงานคนใดจะออกเดินทางไปราชการ เช่น ไปตรวจถนนที่ก่อสร้าง ทุกกองต้องเขียนอนุญาตในสมุดขออนุญาตเล่มเดียว โดยผ่านปลัดอบต.โดยตรง นั้นอ้างระเบียบอะไรละครับ ฉันใดก็ฉันนั้นครับ
โดยคุณ ทน. 61.19.82.* [ วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:46 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

4



เทศบาลจะก่อสร้างอาคารต้องขออนุญาตเจ้าท่าหรือไม่

เทศบาลจะก่อสร้างสะพานข้ามคลองต้องขออนุญาตเจ้าท่าหรือไม่ ในเมื่อถ่ายโอนภารกิจตามแผนกระจายอำนาจกำหนดไว้ให้ท้องถิ่น รวมถึงมีคำสั่งกรมการข่นส่งนาวี ที่ 185/2548 มอบให้ท้องถิ่นเป็นผู้อนุญาตก่อสร้างสะพาน
1.คำสั่งกรมเจ้าท่ามอบอำนาจดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
2.หากชอบกรณีเอกชนก่อสร้างขออนุญาตท้องถิ่นแต่เทศบาลจะก่อสร้างเองต้องขออนุญาตเจ้าท่า เจ้าท่ามีอำนาจอยู่หรือไม่

คิดมาก 101.108.216.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:04 น. ]

เป็นคู่กรณีเอง ขัด มาตรา 13 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
โดยคุณ 173 101.109.52.* [ วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:47 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

เจ้าท่ายังมีอำนาจดูแลรักษาลำน้ำอยู่ ตาม พรบ.เดินเรือในน่าน้ำ 2456 จะทำการก่อสร้างในลำน้ำก็ต้องขออนุญาตก่อนแม้ว่าจะถ่ายโอนภารกิจมาแต่ก็ต้องไม่ขัดกับกฎหมาบอื่น
โดยคุณ พี่เสกไฮโซ 171.5.232.* [ วันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:32 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

ขออนุญาตออกความเห็น
การสร้างสะพานเป็นการสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ต้องขออนุญาตเจ้าท่าทุกกรณี แม้อปท จะเป็นผู้สร้างก็ตาม
โดยคุณ นตก.ชก 119.46.126.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม 2560 เวลา 16:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

ไม่ต้องแจ้งถ่ายโอนแล้วครับ เพิ่งประสานเข้ารวมตรวจสอบรุกล้ำๆคลอง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า ปฏิเสธว่าไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ เว้นแต่ (คลองขนาดใหญ่)
โดยคุณ มหา 183.88.100.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม 2560 เวลา 09:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

5

รองนายก อบต. เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้หรือ ไม่ ?

นายก อบต. จะมอบหมายให้ รองนายก อบต. เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามกฎหมายสาธารณาสุข กฎหมายควบคุมอาคาร ฯลฯ ได้หรือไม่ครับ

มีแนวหนังสือหารือ ข้อสังการเกี่ยวกับเรื่องนี้ มั้ยครับ ?

มือใหม่ 125.25.76.* [ วันพุธ ที่ 8 มีนาคม 2560 เวลา 15:43 น. ]

กฎหมายสาธารฯ ควบคุมอาคาร
ไม่ได้ระบุการมอบอำนาจไว้
ก็มาใช้กฎหมายจัดตั้งเอา
ที่กำหนดการมอบอำนาจไว้
ก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งมอบอำนาจให้รอง
จะระบุไว้อย่างไร ให้มีอำนาจหน้าที่
ทำการแทนตามกฎหมายนั้นๆ หรือไม่
โดยคุณ น12 1.0.140.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม 2560 เวลา 11:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

6


สร้างที่ทำการ อบต. แห่งใหม่

สอบถามค่ะว่า อบต สามารถจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อสร้างที่ทำการ อบต. แห่งใหม่ได้หรือไม่คะ เห็นปลัดฯบอกว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ให้ใช้จ่ายโดยการตั้งงบประมาณในข้อบัญญัติเท่านั้น แต่เนื่องจากว่างบประมาณที่ตั้งในข้อบัญญัติมีน้อยไม่เพียงพอต่อการดำเนินการได้ นายกฯ จึงจะให้จ่ายขาดเงินสะสมเพื่อดำเนินการร่วมด้วย
ท่านใดมีแนวทางคำตอบ ช่วยด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

หัวหน้าสำนักฯ 182.53.61.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 23 มีนาคม 2560 เวลา 15:25 น. ]

หนังสือ มท 0808.4/ว 3161 ลว 12 ต.ค. 2553 เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหนังสือสั่งฉบับนี้ัได้บอกวิธีการไว้ทั้งหมด แต่=> หนังสือฉบับนี้ยกเลิกแล้ว โดย มท 0808.32/ว1438 ลว 10 มี.ค. 2559  แต่หนังสือตัวนี้มีผลแค่ปีงบ 59 เลยไม่รู้ว่าหลังจาก มท 0808.32/ว1438 ลว 10 มี.ค. 2559 สิ้นผลลง จะทำให้หนังสือ ว 3161 มีผลกลับคืนมาหรือเปล่า หากไม่ก็คงเหลือแค่หลักเกณฑ์การจ่ายขาดตามระเบียบ มท. เท่านั้น
โดยคุณ เจ้าช่อมาลี 125.26.82.* [ วันจันทร์ ที่ 27 มีนาคม 2560 เวลา 10:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

การจ่ายขาดฯ คิดง่ายๆคือ ทำใน ที่ทำการ อบต.ไม่ได้ ทำเฉพาะนอก ที่ทำการอบต.
โดยคุณ คน 110.77.135.* [ วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม 2560 เวลา 16:40 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

7

กรณีเงิน+++้เศรษกิจชุมชนขาดอายุความกว่า10ปี จะคิดดอกเบี่ยได้กี่ปีค่ะ

ผู้+++้จะมาทำหนังสือรับสภาพความผิด จะคิดดอกเบี้ยได้กี่ปี

ขอบคุณค่ะ 101.108.153.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม 2559 เวลา 10:48 น. ]

ขาดอายุความ แล้วจะคิดดอกเบี้ยได้รึครับ อย่าว่าแต่ดอกเบี้ยเลย เงินต้นก็จะไม่ได้คืน สิ่งที่ต้องดูคือ ใครปล่อยให้ขาดอายุความ คนนั้นต้องรับผิดชอบ
โดยคุณ เซรุย 1.20.134.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม 2559 เวลา 11:50 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]


ลองอ่านดู


http://www.peesirilaw.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD.html
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.227.* [ วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม 2560 เวลา 09:13 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9121/2538

บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ มหานคร ทรัสต์ จำกัด
โจทก์


กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้วต่อมาหนี้ขาดอายุความภายหลังจากนั้นลูกหนี้จึงได้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือจำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์มาก่อน การที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ตามมาตรา 193/35 แต่กรณีเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากบริษัทอื่นมาเป็นจำเลย การฟ้องคดีตาม บันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามมาตรา 193/30

________________________________


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 จำเลยได้ทำหนังสือขอชำระหนี้แทนบริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยีเนียริ่งจำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาขายตั๋วเงินของโจทก์ โดยยอมรับว่า ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2529 บริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยีเนียริ่ง จำกัด ยังเป็นหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินอยู่เป็นต้นเงิน 800,000 บาท และดอกเบี้ย 37,304.11 บาท โดยจำเลยตกลงจะชำระหนี้ทั้งหมดแทน ซึ่งจำเลยได้สัญญาว่าจะชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญาและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 เป็นต้นไป และจำเลยจะผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ30,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มกราคม 2530 และหากจำเลยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยินยอมให้โจทก์ดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีได้ทันที หลังจากทำสัญญากันในวันเดียวกันนั้นจำเลยก็ไม่ยอมนำเงินค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 37,304.11 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ และต่อมาเมื่อครบกำหนดที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังกล่าว จำเลยก็ไม่เคยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้ติดต่อทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 800,000บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 696,328.76 บาท เมื่อรวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระอยู่ก่อนแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,533,632.87 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้เดิมเป็นหนี้ตามเช็คซึ่งมีอายุความ 1 ปี โจทก์นำหนังสือรับสภาพหนี้มาให้จำเลยลงชื่อเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 โจทก์มาฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ อย่างไรก็ดีโจทก์นำคดีมาฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 เมื่อนับถึงวันฟ้องเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 800,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยิเนียริ่ง จำกัด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 จำเลยได้ทำหนังสือขอชำระหนี้แทนบริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยีเนียริ่ง จำกัด โดยยอมรับว่า ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2529 บริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยีเนียริ่ง จำกัด เป็นหนี้โจทก์ในต้นเงิน 800,000 บาท ดอกเบี้ย 37,304.11 บาท จำเลยจะชำระหนี้ดอกเบี้ยให้โจทก์ในวันทำสัญญาและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2529 และตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนเดือนละ 30,000 บาท เริ่มชำระงวดแรก วันที่ 1 มกราคม 2530 ปรากฏตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้ชำระดอกเบี้ย 37,304.11 บาท ให้ตามที่ตกลงกันแล้ว หลังจากนั้นจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้โจทก์อีกเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมาจากการนำเช็คไปแลกเงินอายุความต้องถือหนึ่งปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 จึงต้องฟ้องภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2530 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2535 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 อย่างไรก็ดีโจทก์ฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 นับถึงวันฟ้องวันที่ 19 สิงหาคม 2535 จึงเกินสองปี ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 แล้วนั้น เห็นว่า กรณีที่จะต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่ก่อนแล้วต่อมาหนี้ขาดอายุความภายหลังจากนั้นลูกหนี้จึงได้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์มาก่อน การที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.3 ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 193/35 ดังที่จำเลยฎีกา แต่กรณีเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากบริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยีเนียริ่งจำกัด มาเป็นจำเลย การฟ้องคดีตามบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า มูลหนี้เดิมที่บริษัทบางกอกแอร์คราฟท์เอ็นยีเนียริ่ง จำกัด ที่มีต่อโจทก์นั้นเป็นมูลหนี้ตามเช็คหรือสัญญาขายลดเช็ค"

พิพากษายืน



( ชลอ ทองแย้ม - ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ - ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ )

ป.พ.พ.
มาตรา 249 ลูกหนี้จะเรียกร้องให้ระงับสิทธิยึดหน่วงด้วยหาประกันให้ไว้ตามสมควรก็ได้

มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

มาตรา 193/35 ภายใต้บังคับมาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือโดยการให้ประกันตามมาตรา 193/28 วรรคสอง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน

โดยคุณ นิ๋ง 1.4.227.* [ วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม 2560 เวลา 09:14 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ
หนังสือขอชำระหนี้แทน หนังสือรับสภาพหนี้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่? มูลหนี้เดิมของหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนี้ตามเช็คมีอายุความ 1 ปี โจทก์ฟ้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ มีอายุความ 2 ปี แต่หนังสือรับสภาพความรับผิดตาม มาตรา 193/35 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี นั้น ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่ก่อนแล้ว ต่อมาหนี้ขาดอายุความแล้วลูกหนี้มารับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่กรณีในคดีนี้ ลูกหนี้ไม่เคยเป็นหนี้เจ้าหนี้มาก่อนจึงไม่ใช่กรณีที่ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพความรับผิดซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้มีอายุความ 10 ปี
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.227.* [ วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม 2560 เวลา 09:15 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

8


โอนย้ายเดือนมีนาคม

การทำเรื่องโอนย้ายพนักงานท้องถิ่นไปต่างจังหวัด ในช่วงเดือนมีนาคม จะทำได้หรือไม่ มีปัญหาเรื่องใดบ้าง มีผลต่อการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างไรบ้าง ขอคำแนะนำครับ

tun 119.42.86.* [ วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม 2560 เวลา 10:16 น. ]

ไม่มีผลต่อการโอน แต่อาจต้องแก้คำสั่งเงินเดือนเวลาโอนไปที่ใหม่ครับ
โดยคุณ นตก.ชก 119.46.126.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 16 มีนาคม 2560 เวลา 16:08 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

1.การโอนหลังวันที่ 1 มีนาคม และ 1 กันยายน มีผลแค่ นำโควต้าและวงเงินไปรวมกับที่ใหม่เพื่อคำนวณโควต้าวงเงิการเลื่อนขึ้นเงินเดือน ณ 1 เมษายน หรือ 1 ตุลาคม
2. การโอนในวันที่ 1 เมษายน และ 1 ตุลาคม มีผลคือนำโควต้าและวงเงินไปคิดที่ใหม่ และที่เก่าประเมินผลการปฏิบัติงาน และส่งไปให้ที่ใหม่พิจารณาออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน
โดยคุณ s.man 125.24.152.* [ วันอังคาร ที่ 25 เมษายน 2560 เวลา 09:55 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

9


พนักงานเทศบาลโอนเป็นพนักงานส่วนตำบลถูกลงโทษวินัย

ข้อเท็จจริง พนักงานส่วนตำบลถูกลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือน 5% 3 เดือน หน่วยงานเดิมยังไม่ตัดเงินเดือน มีการโอนมาสังกัด อบต.แห่งใหม่ นายก อบต.แห่งใหม่ มีอำนาจตัดเงินเดือนตามคำสั่งตัดเงินเดือนของเทศบาลเดิมหรือไม่

173 101.109.51.* [ วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:53 น. ]

10


การอุทิศที่ดินให้เป็นชื่อของอบต.กับให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์แตกต่างกันอย่างไรครับ

การที่ชาวบ้านอุทิศที่ดินให้เป็นชื่อของ อบต.กับการอุทิศที่ดินให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์มีควากแตกต่างกันอย่างไรครับ

เด็กใหม่ครับ 1.20.176.* [ วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:28 น. ]

1.ยกที่ดินให้เป็นชื่อของ อบต. นั้น หากเป็นการยกให้โดยมีเงื่อนไขต้องนำเข้าสภาอบต.พิจารณาว่าจะรับหรือไม่ตามระเบียบพัสดุฯ (ส่วนว่าอะไรคือเงื่อนไขนั้นไม่ขออธิบาย) และที่ดินนั้นก็ตกเป็นทรัพย์สินของเทศบาล
2.การอุทิศที่ดินให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติกรณีที่ทางราชการขอให้ราษฎรอุทิศที่ดินให้หรือกรณีเข้าไปดำเนินการในที่ดินของเอกชน เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินตกเป็นสาธารณประโยชน์
โดยคุณ ทน. 61.19.82.* [ วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:21 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ขอบคุณมากๆครับได้ความรู้เยอะเลยครับ
โดยคุณ เจ้าของกระทู้ 101.51.55.* [ วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:41 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

2195/2522 ยกที่ดิน ตลาดสดและผลไม้ มีโฉนดให้สุขาภิบาลเพื่อหาประโยชน์มาปรับปรุงท้องที่ เป็นการให้แก่สุขาภิบาลโดยเฉพาะ มิใช่ให้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 เมื่อไม่ได้จดทะเบียนการให้ตาม มาตรา 525 ผู้ให้เรียกคืนได้
โดยคุณ เจ้าช่อมาลี 125.26.94.* [ วันพุธ ที่ 8 มีนาคม 2560 เวลา 10:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3
[ ลบคำตอบที่ 3 ]

ถ้ายกให้ อบต. คือ อุทิศให้ อบต.ตามเงื่อนไข เช่น ให้สร้างประปาหมู่บ้าน ที่มีโฉนด ในการดำเนินการแบ่งโฉนดแยกให้ อบต. ต้องมีค่าใช้จ่ายมั้ย ค ะ หรือ มี อบต.จะเบิกให้ได้หรือไม่
เพราะ ปัจจุบันมีท่านลุงใจดีท่านนึงจะอุทิศให้ 1 งาน ค่ะ
โดยคุณ หัวหน้าสำนักปลัดฯ 1.0.205.* [ วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม 2560 เวลา 12:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4
[ ลบคำตอบที่ 4 ]

ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน
            การจดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์  หรือแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์นี้  หากเป็นการโอนหรือแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือไม่มีเงื่อนไขที่ต้องให้ทางราชการปฏิบัติตอบแทนแล้ว  อยู่ในความหมายว่าเป็นการบริจาคให้แก่ทางราชการ  จึงได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตามนัยมาตรา  ๑๐๓  ทวิ  แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  ในกรณีที่เป็นการแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยชน์  และจะต้องมีการรังวัดที่ดิน  ก็ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการรังวัดด้วย   แต่ในกรณีที่เป็นการโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์   หรือแบ่งหักที่สาธารณประโยชน์มีค่าตอบแทน  หรือมีเงื่อนไขให้ทาง  ราชการต้องปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการตอบแทน ไม่ถือว่าเป็นการบริจาคให้แก่ทางราชการ  และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนร้อยละ  ๒  ของราคาประเมินทุนทรัพย์ตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์กำหนด
โดยคุณ เจ้าช่อมาลี 125.26.86.* [ วันพุธ ที่ 22 มีนาคม 2560 เวลา 10:00 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5
[ ลบคำตอบที่ 5 ]

11

ให้เงินทุนการศึกษาโดยไม่ได้จัดทำสัญญาทุนการศึกษาแก่ผู้รับทุน

อบต.ได้ให้เงินทุนการศึกษาแก่ผู้รับทุนดดยไม่ได้จัดทำสัญญา ปรากฏว่าผู้รับทุนเรียนไม่จบ ตามหลักสูตร และได้ลาออกไป ขอสอบถามค่ะจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัย และละเมิดด้วยไหมค่ะ

kk 183.88.162.* [ วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม 2560 เวลา 10:34 น. ]

เรียกว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทีเดียว กรณีไม่ทำสัญญา ต้องสอบละเมิดหาตัวผู้กระทำผิดก่อน คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้ทุนการศึกษาทำไมถึงไม่ทำสัญญาทำให้ อบต.เสียหาย พอรู้ตัวแล้วต้องชดใช้ วินัยก็จะตามมา กรณีจะฟ้องผู้รับทุนคงยากเพราะต้องฟ้องในคดีผิดสัญญารับทุนการศึกษา ไม่มีสัญญาจะฟ้องยังไง
โดยคุณ ก 171.4.236.* [ วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม 2560 เวลา 13:30 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

ถ้าผู้เซ็นให้เบิกได้ ยินยอมชดใช้เงินทุน 120,000 บ. ยังต้องตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงละเมิดอีกหรือเปล่าค่ะ จะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยได้เลยเปล่า
โดยคุณ kk 183.88.162.* [ วันศุกร์ ที่ 31 มีนาคม 2560 เวลา 15:02 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]

เห็นว่า การสอบละเมิด เป็นการสอบหาความเสียหายและหาผู้ต้องรับผิด ตาม+++ส่วนความรับผิด กรณีมีคนชดใช้แทน แล้วหน่วยงานรัฐยอมรับเงินนั้นไป เห็นว่าไม่ถูกต้อง ควรสอบข้อเท็จจริงกำหนด+++ส่วน เมื่อเขาจ่ายเงินให้ออกใบเสร็จในนามผู้ต้องรับผิด ส่วนเป็นเงินของใีครนั้นให้เขาไปคุยกันเป็นการส่วนตัว และควรสอบวินัยควบคู่กันไปด้วย
โดยคุณ พี่เสกไฮโซ 171.5.248.* [ วันอาทิตย์ ที่ 30 เมษายน 2560 เวลา 18:34 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3

13

"บทเรียน..ผ่านไลน์"     ครั้งที่ ๑/๒๕๖๑
                                    ๑๗ พ.ค.๖๑

                                                โดย..
                                    ประวิทย์ เปรื่องการ


                                   กล่าวนำ

          การสอนครั้งนี้เป็นวิทยาทาน เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน และ "เสริมความรู้" ที่พึงได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื้อหาหลักการเป็นข้อมูลที่ยุติแล้ว (pure knowledge) ไร้การวิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ความเห็นใด ๆ อันอาจทำให้ผู้เรียนสับสน หากจำเป็นจะหมายเหตุไว้ เมื่อนำไปใช้ขอได้ตรวจสอบกับข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ ฯลฯ ที่อ้างอิงอีกครั้ง
          อนุญาตให้นำเนื้อหาที่สอนทั้งหมดไปเผยแพร่โดยไม่แต่งเติม ตัดต่อ หรือดำเนินการทางการค้าใด ๆ ถ้าพบข้อบกพร่องหรือสงสัย โปรดติดต่อผู้สอนทางห้อง LINE นี้โดยตรง

อ่านต่อคลิกที่นี่ http://www.nitikon.com/Newdatapdf/vinuy1.pdf

14


แนวทางชี้แจง สตง.

เห็นบางท่านบอกว่าเมื่อ สตง. ทักท้วงแล้วทำอะไรไม่ได้ ชี้แจงไปก็เท่านั้น และสุดท้ายเมื่อส่งเรื่องให้ผู้ว่าชี้ขาดก็ให้ทำตามความเห็นของ สตง. อยู่ดี ผมเองมีประสบการณ์ชี้แจงต่อข้อทักท้วงของ สตง. ประมาณ 10 เรื่อง ซึ่ง สตง.ก็ไม่เคยล้างข้อทักท้วง แต่เมื่อส่งเรื่องให้ผู้ว่าชี้ขาด ผู้ว่าเห็นด้วยกับผมทุกเรื่องครับ
ช่วงนี้เห็นปอร์ดเงียบ ๆ เลยนำเอาแนวทางการชี้แจงต่อข้อทักท้วงของ สตง. ของผมที่เคยทำมา อาจเป็นประโยชน์ต่อใครหลายคนโดยเฉพาะนิติกร นำเอาไปปรับใช้ กับ อปท. ของตนเอง บอกตามตรงผมเองไม่เคยไปอบรมแนวทางการชี้แจงต่อข้อทักท้วงของ สตง. จากสำนักอบรมใดเลยจนถึงปัจจุบันนี้ เลยไม่รู้ว่าที่อื่นเขาทำกันและมีรูปแบบอย่างไร แต่แนวทางของผมเป็นแบบนี้ครับซึ่งเอาชนะ สตง.มาได้ตลอด ลองอ่านดูนะครับ อันนี้เรื่องท้ายสุดที่ชี้แจง
เรื่อง ขอชี้แจงต่อข้อทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรายงานการตรวจสอบงบการเงินสำหรับ
ปีสิ้นสุดวันที่............
เรียน ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด.........
อ้างถึง หนังสือ ลับ ที่ ตผ .................. ลงวันที่.........
สิ่งที่ส่งมาด้วย .....ฯลฯ......
ตามหนังสือที่อ้างถึง สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด......... แจ้งผลการตรวจสอบงบการเงินขององค์การบริหารส่วนตำบล......... สำหรับปีสิ้นสุดวันที่......... และให้องค์การบริหารส่วนตำบล......... ดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
องค์การบริหารส่วนตำบล......... ได้รับหนังสือที่อ้างถึงเมื่อวันที่........แต่ไม่เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของสำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด.........บางส่วน จึงขอชี้แจงต่อข้อทักท้วงหรือข้อเสนอแนะโดยมีรายละเอียดการชี้แจง ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของสำนักตรวจเงินแผ่นดินข้อที่ 4.1 (3) ความว่า
“ฎีกาเลขที่คลังรับ..........ลงวันที่......... เบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อเสื้อที่ใช้ในการแข่งขันเรือ จำนวน 221 ตัว ๆ ละ 135.00 บาท เป็นเงิน 29,835.00 บาท ตามโครงการจัดงานแข่งขันเรือตำบล......... ครั้งที่ 6 ประจำปีงบประมาณ 2558 ณ ..........ตำบล.........อำเภอ.........จังหวัด....... ...ฯลฯ...
พิจารณาแล้วเห็นว่า การเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อเสื้อจำนวน 221 ตัว ให้แก่นักกีฬาและคณะกรรมการจัดการแข่งขันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นเป็นโครงการจัดงานแข่งเรือ มิใช่การแข่งขันกีฬาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเป็นการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ กฎหมาย หรือหนังสือสั่งการ ให้กระทำได้
เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 67 กำหนดว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหนังสือสั่งการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้
สาเหตุเกิดจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อเสื้อให้กับผู้เข้าร่วมการแข่งขันสามารถเบิกจ่ายได้เหมือนกับค่าใช้จ่ายในการแข่งขันกีฬา
ข้อเสนอแนะ
ให้เรียกเงินจำนวน 29,835.00 บาท จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบส่งคืนคลังองค์การบริหาร
ส่วนตำบล......... แล้วส่งสำเนาใบเสร็จรับเงินและสำเนาหลักฐานการนำเงินฝากธนาคารให้สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัด......... ตรวจสอบ”
องค์การบริหารส่วนตำบล......... พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำนักตรวจเงินแผ่นดินทักท้วงแล้วเห็นว่ามีประเด็นตามข้อทักท้วงสองประเด็น คือ ประเด็นแรก สำนักตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่า โครงการแข่งขันเรือในครั้งนี้มิใช่การแข่งขันกีฬาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเด็นที่สอง สำนักตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่า เมื่อโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแข่งขันกีฬาการเบิกจ่ายค่าจัดซื้อเสื้อจึงเป็นการเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ กฎหมาย หรือหนังสือสั่งการให้กระทำได้
องค์การบริหารส่วนตำบล......... ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ระเบียบและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของสำนักตรวจเงินแผ่นดินจึงขอชี้แจงต่อข้อทักท้วง ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ประเด็นแรก องค์การบริหารส่วนตำบล......... เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าโครงการใดเป็นโครงการประเพณีหรือเป็นโครงการแข่งขันกีฬา จะต้องพิจารณาถึงสภาพ ลักษณะ เนื้อหา และรูปแบบของกิจกรรมตามโครงการนั้น ๆ เป็นสำคัญ ว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าวเป็นโครงการประเภทใด และไม่ได้หมายความว่าเมื่อโครงการใดเป็นโครงการประเภทประเพณีแห่งท้องถิ่นแล้วจะเป็นโครงการประเภทการแข่งขันกีฬาในขณะเดียวกันไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการ หรือตรรกะใดห้ามไว้ ดังนั้น โครงการหนึ่ง ๆ อาจเป็นทั้งโครงการประเพณีและแข่งขันกีฬาในโครงการเดียวกันได้
เมื่อโครงการประเพณีแข่งเรือตำบล......... จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยมาแต่โบราณให้รู้จักแพร่หลายและคงอยู่ต่อไป จึงเป็นโครงการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปมีว่า โครงการนี้เป็นโครงการแข่งขันกีฬาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า คำว่า “กีฬา” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “กิจกรรม หรือการเล่นเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน เพื่อความผ่อนคลายความเคร่งเครียดทางจิต ตามหลักแล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง การบริหารจัดการ การแก้ปัญหาอุปสรรคเฉพาะหน้า รวมทั้งสอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และการยอมรับผลที่ตามมาจากการกระทำของตัวเองไม่ว่าดีหรือร้าย” นอกจากนี้ประกาศการกีฬาแห่งประเทศไทย เรื่องกำหนดชนิดกีฬาที่สมาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬา หรือส่งเสริมการกีฬาดังกล่าว จะต้องขอรับใบอนุญาตจาก กกท. ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528 ข้อ 1 กำหนดว่า “ชนิดกีฬาที่สมาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬา หรือส่งเสริมการกีฬาดังกล่าว จะต้องขอรับใบอนุญาตจาก กกท. ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528 ได้แก่..ฯลฯ..(25) กีฬาแข่งเรือ (เรือพาย เรือกรรเชียง)..ฯลฯ..” เมื่อโครงการประเพณีแข่งเรือตำบล......... นอกจากมีวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้ประชาชนในตำบล......... จำนวน 12 หมู่บ้าน และส่วนราชการในตำบล......... จำนวน 3 หน่วยงาน แข่งเรือพายเพื่อสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และได้ออกกำลังกาย ซึ่งผู้ที่เข้าแข่งขันจะต้องมีการฝึกซ้อมการแข่งขันเป็นทีมมาก่อนจึงจะแข่งขันได้ ตามลักษณะทางกายภาพและรูปแบบของการแข่งขันประเภทนี้ นอกจากนี้ทีมเรือจะต้องปฏิบัติการแข่งขันตามกฎกติกาที่กำหนดอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง มีการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาอุปสรรคเฉพาะหน้า รวมทั้งสอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ดังนั้น ตามเหตุผลที่กล่าวมาและประกาศการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ข้างต้น การแข่งขันเรือตามประเพณีแข่งเรือตำบล......... จึงเป็นการแข่งขันกีฬาแข่งเรือ (เรือพาย) อันเป็นการแข่งขันกีฬาประเภทหนึ่งปนอยู่กับโครงการประเพณีแข่งเรือ โดยหาได้เป็นแต่เฉพาะโครงการประเพณีเท่านั้นไม่
ประเด็นที่สอง สืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งระเบียบและหนังสือของกระทรวงมหาดไทย ให้อำนาจและหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลในการจัดทำบริการสาธารณะหรือประโยชน์สาธารณะ ซึ่งบางเรื่องบางกรณีก็กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่โดยไม่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจได้ซึ่งเรียกว่า “อำนาจผูกพัน” ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลจะใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด และบางเรื่องบางกรณีก็ให้อำนาจหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลเลือกทำได้หลายอย่าง หรือให้เลือกใช้อำนาจหน้าที่ หรือเลือกปฏิบัติตามความจำเป็นหรือเหมาะสมได้ภายใต้กรอบหรือขอบเขตที่กฎหมายกำหนดซึ่งเรียกว่า “อำนาจดุลพินิจ” เมื่อเป็นอำนาจดุลพินิจแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลย่อมใช้ดุลพินิจได้ภายใต้กรอบหรือขอบเขตที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด
ซึ่งการแข่งขันกีฬาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินในการแข่งขันกีฬาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหนังสือ ที่ มท 0808.4/ว 2589 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2547 ซึ่งแยกหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินออกเป็นสองกรณี คือ

15


การอุทิศที่ดินให้อบต.หมายถึงที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอบต.หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่อบต.มีหน้าที่

การอุทิศที่ดินให้อบต.หมายความว่าที่ดินที่อุทิศเป็นกรรมสิทธิ์ของ อบต.หรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ อบต.มีหน้าที่ดูแลค่ะ

เด็กใหม่ค่ะ 180.180.108.* [ วันพุธ ที่ 1 มีนาคม 2560 เวลา 16:39 น. ]

ต้องดูวัตถุประสงค์หรือเจตจำนงค์ของเจ้าของที่ดินว่าต้องการอุทิศที่ดินให้อบต.เพื่ออะไร?
หากเจ้าของที่ดินต้องการอุทิศที่ดินให้อบต โดยไม่ได้ระบุให้ทำอะไร เช่นยกที่ดินให้ทั้งหมดยกแปลงหรือบางส่วน ที่ดินนั้นก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของอบต. ก็แล้วแต่ว่าอบต.จะเอาไปทำอะไร
แต่คงไม่มีใครใจดีอุทิศที่ดินให้อบต.ฟรีๆโดยไม่ได้หวังให้สร้างอะไรหรอกมั้งครับ เจ้าของที่ดินที่อุทิศที่ดินให้อบต.นั้นร้อยทั้งร้อยก็อุทิศที่ดินเพื่อสรา้งถนนหรือสารณูประโภคต่างๆ
ดังนั้น จึงทำให้ที่ดินที่อุทิศให้ดังกล่าวตกเป็นสาธารณประโยชน์โดยสภาพการใช้งาน
โดยคุณ ทน. 61.19.82.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม 2560 เวลา 10:43 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1
[ ลบคำตอบที่ 1 ]

การอุทิศที่ดินให้ อบต. ก็คือ เป็นของ อบต. แหละครับ แต่อุทิศให้เป็นสาธารณะก็คือเป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งมันก็คนละเรื่องกันอยู่แล้วไม่ต้องคิดลึก ส่วนเงื่อนไขในการมอบให้อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตาม หากมอบให้ อบต.ก็ต้องผ่านสภาไปตามปกติที่มีเงื่อนไข คือเราต้องแยกคำว่าทรัพย์สินของ อบต. ออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ อย่าไปมองรวมกันแค่นั้นเอง (ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)
โดยคุณ นิติกร 101 49.48.251.* [ วันเสาร์ ที่ 18 มีนาคม 2560 เวลา 08:26 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2
[ ลบคำตอบที่ 2 ]



หน้า: [1] 2 3 ... 10