กระดานสนทนาเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
ห้ามโพสกระทู้หมิ่นสถาบัน พาดพิงบุคคลที่สามให้เสียหาย เป็นภัยต่อความมั่นคงและอื่นๆที่ขัดศีลธรรมฯ

ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

ถามเรื่องค่าขนย้าย

กรณีโอนจากข้าราชการพลเรือนเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นสามารถเบิกค่าขนย้ายได้หรือไม่ ถ้าได้ใช้ระเบียบตัวไหนอย่างไร

ตามนั้น 203.157.35.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 11:56 น. ]

ต้องดูระเบียบกระทรวงการคลังที่ใช้กับข้าราชการพลเรือนว่าสามารถเบิกได้หรือไม่
ถ้าเบิกได้ต้องเบิกจากต้นสังกัดที่โอนย้าย ไม่ใช่ท้องถิ่นที่รับโอน
โดยคุณ นิติราม 125.26.71.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 14:09 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1

แต่ผมดูแล้วพรฎ.ว่าด้วยค่าเดินทางไปราชการฉบับล่าสุดให้เบิกที่สังกัดใหม่ที่ไปประจำ แบบนี้อบต.จะให้เบิกหรือเปล่า อบต.ไม่ให้เบิกได้หรือไม่
โดยคุณ จขกท 203.157.35.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 15:17 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2

ระเียบคนละตัวกันครับ
โดยคุณ 110.164.141.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 15:36 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3

ข้าราชการพลเรือนใช้พรฎ.ว่าด้วยค่าเดินทางไปราชการ ส่วนข้าราชการส่วนท้องถิ่นใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ทีนี้นิยามคำว่าข้าราชการมันไม่เหมือนกัน ระหว่างทำเบิกก็ไม่รู้ใช้ระเบียบตัวไหน มันก็มีปัญหาคล้ายๆกับค่าเช่าบ้านที่ข้าราชการพลเรือนใช้พรฎ.ว่าด้วยค่าเช่าบ้านแต่ของท้องถิ่นใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าเช่าบ้าน คำนิยามข้าราชการก็ไม่เหมือนกัน จากท้องถิ่นโอนมาพลเรือนก็เบิกไม่ได้ บอกว่าข้าราชการคนละประเภทกัน มีตัวอย่างฟ้องร้องให้เห็นกันอยู่ แต่ดีหน่อยที่ข้าราชการพลเรือนโอนไปท้องถิ่นมีหนังสือตอบข้อหารือหรือหนังสือเวียนอะไรสักอย่างบอกว่าเบิกได้ ทำให้ไม่มีปัญหา ไม่รู้ว่าจะออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยแยกออกมาทำไม ทำให้มีปัญหาอยู่เรื่อย บางอย่างก็ไม่ปรับแก้ให้ได้รับสิทธิเท่ากับข้าราชการพลเรือน น่าจะอนุโลมให้ใช้กฎ ระเบียบเหมือนข้าราชการพลเรือนก็หมดเรื่อง
โดยคุณ จขกท 203.157.35.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 15:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 4

เพราะท้องถิ่นไม่ใช่พลเรือนไงครับ
หากท้องถิ่นทำเหมือนพลเรือน ท้องถิ่นก็จะขาดอำนาจในการบริหารงานบ้างเรื่องที่สำคัญ
โดยคุณ .. 118.173.242.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 16:10 น. ] ผู้ตอบคนที่ 5

ผมพูดเรื่องสิทธิและที่มาที่ไปของข้าราชการพลเรือนกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ไม่เท่าเทียมกัน เห็นๆกันอยู่มีหลายเรื่อง กว่าจะได้เหมือนเพื่อนก็ช้า เช่น พตก. ฐานเงินเดือนใหม่บ้าง การประเมินเงินเดือนบ้าง ไม่น่าจะเกี่ยวกับอำนาจการบริหารงานนะ
โดยคุณ จขกท 203.157.35.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 16:33 น. ] ผู้ตอบคนที่ 6

คดีหมายเลขดำที่ อ. ๓๙๙ - ๔๐๐/๒๕๕๑
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๗๕-๗๖/๒๕๕๓
ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ศาลปกครองสูงสุด
วันที่ ๓๐ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

คดีหมายเลขดำที่ อ. ๓๙๙/๒๕๕๑
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๗๕/๒๕๕๓





เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อุทธรณ์
คำพิพากษา)

คดีหมายเลขดำที่ อ. ๔๐๐/๒๕๕๑
คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๗๖/๒๕๕๓





เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (อุทธรณ์คำพิพากษา)
ผู้ถูกฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๙/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ ๓๓๙/๒๕๕๑ และคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๘/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๓๔๐/๒๕๕๑ ของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นสั่งรวมคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกผู้ฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๙/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ ๓๓๙/๒๕๕๑ และผู้ถูกฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๘/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๓๔๐/๒๕๕๑ ว่า ผู้ฟ้องคดีและเรียกผู้ถูกฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ ๘๙๙/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ ๓๓๙/๒๕๕๑ และผู้ฟ้องคดีในคดีหมายเลขดำที่ ๕๓๘/๒๕๕๐ หมายเลขแดงที่ ๓๔๐/๒๕๕๑ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดี
คดีสำนวนที่หนึ่งผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีรับราชการในตำแหน่งนิติกร ๖ ว กองการเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ โดยเริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๔
เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนายช่างเทคนิค ๒ กองบริการเครื่องจักรกล
กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ได้โอนไปรับราชการในตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม จากนั้น เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลขยาย
อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และต่อมาเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๑
ได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๔
เรือนจำกลางอุดรธานี รักษาการในตำแหน่งนิติกร ๔ กองการเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์
เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีได้เสนอเรื่องขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตาม
พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน
ในอัตราเดือนละ ๑,๙๕๐ บาท ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาแล้วอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิ
เบิกค่าเช่าบ้านตามสัญญาเช่า ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ มีกำหนด ๓ ปี หลังจากนั้น
เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาเช่าบ้านกับผู้ให้เช่าเดิม ตามสัญญาเช่า ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๖ มีกำหนด ๓ ปี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามสัญญาเช่าดังกล่าว แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีได้เสนอเรื่องขอเปลี่ยนแปลง
การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเป็นการใช้สิทธิ+++้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้านแทน เนื่องจากผู้ฟ้องคดี
ได้ทำสัญญา+++้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์มาซื้อบ้านที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี กลับได้รับคำคัดค้านด้วยวาจาจากหัวหน้าฝ่ายการเงิน กองคลัง ว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกเงินดังกล่าว จากนั้น เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งท้ายหนังสือกองคลัง
กรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/๔๖๐ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้าน โดยพิจารณาตามความเห็นในการตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลาง ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๐๙.๕/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ ที่ว่าเมื่อผู้ฟ้องคดี
รับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนครั้งแรกที่กรมอาชีวศึกษา กรุงเทพมหานคร จึงถือว่ากรุงเทพมหานครเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ เมื่อต่อมาได้โอนไปรับราชการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนจึงสิ้นสุดลง การที่ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนที่กรมราชทัณฑ์
อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ถือว่ามีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนใหม่
เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้ไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ และผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งให้ข้าราชการในสังกัดกรมราชทัณฑ์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับ
การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามหนังสือ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗
ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งระงับสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านต่อผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้งผล
การพิจารณาอุทธรณ์ว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน พร้อมทั้งสั่งระงับการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี และเรียกเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้เบิกไปจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท คืน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดี
เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร การโอนไปรับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นและต่อมาได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นข้าราชการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ เพราะพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มิได้มีบทบัญญัติว่าผู้ที่จะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจะต้องมีสถานภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญอย่างต่อเนื่องโดยตลอด อีกทั้งมาตรา ๖๑ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ก็ได้บัญญัติให้ถือเวลาราชการของผู้ที่โอนมาในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นนั้นเป็นเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญด้วย โดยมิได้บัญญัติว่าการที่จะ
นับเวลาราชการให้อย่างต่อเนื่องจะต้องเป็นข้าราชการประเภทเดียวกันโดยตลอดแต่อย่างใด
ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งว่า
ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน และเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีในส่วนที่
สั่งเรียกเงินค่าเช่าบ้านจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิเบิกไปแล้วคืน และให้
ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามที่เคยได้รับมา พร้อมทั้งเพิกถอนคำสั่งในหนังสือ
กรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ เรื่อง หารือสิทธิการเบิก
ค่าเช่าบ้านข้าราชการ
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจากทางราชการและให้เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจากผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะออกคำสั่ง ได้หารือต่อกรมบัญชีกลาง
ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ตอบข้อหารือตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๐๙.๕/๘๒๗
ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ ว่าเมื่อผู้ฟ้องคดีรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนครั้งแรก
ที่กรมอาชีวศึกษา ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ถือว่าเริ่มมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือน
ซึ่งเป็นข้าราชการใน ๘ ประเภท จึงถือว่ากรุงเทพมหานครเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก แต่เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามมาตรา ๔ ประกอบมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้โอนไปรับราชการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนจึงสิ้นสุดลง และเปลี่ยนเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น
การที่ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนที่กรมราชทัณฑ์
จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเริ่มมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจากทางราชการ
ตามมาตรา ๔ ประกอบมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ และเมื่อกรมบัญชีกลางวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีต้องเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้เบิกจ่ายไป
โดยไม่มีสิทธิจากผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงออกคำสั่งเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจำนวน
๘๒,๓๐๐ บาท จากผู้ฟ้องคดี คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนกรณีที่
ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งเวียนหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ เรื่อง หารือสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ให้ข้าราชการในสังกัดกรมราชทัณฑ์ทุกคน
ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้น เป็นการแจ้งผลการพิจารณาของกรมบัญชีกลางในเรื่องสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่พึงกระทำ
ผู้ฟ้องคดีคัดค้านคำให้การว่า กรมบัญชีกลางได้เคยมีหนังสือกรมบัญชีกลาง
ที่ กค ๐๕๒๖.๕/๓๙๑ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ตอบข้อหารือของกรมการศึกษา
นอกโรงเรียน กรณีข้าราชการที่โอนมาจากการเป็นพนักงานเทศบาลไปสังกัดหน่วยราชการพลเรือนที่อยู่ต่างท้องที่ และมิใช่ท้องที่ที่รับราชการครั้งแรก ข้าราชการที่โอนจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นมาสังกัดหน่วยราชการพลเรือนในต่างท้องที่ มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน
จากทางราชการ และได้มีการปฏิบัติตามหนังสือตอบข้อหารือดังกล่าวแล้ว การที่กรมบัญชีกลางตอบข้อหารือของผู้ถูกฟ้องคดีในกรณีของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการระงับสิทธิเฉพาะราย โดยมิได้พิจารณาให้เป็นแนวทางเดียวกันกับการตอบข้อหารือตามนัย
หนังสือดังกล่าว ถือว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องและเลือกปฏิบัติ ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งเวียนหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ เรื่อง หารือสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการนั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการแจ้งให้ข้าราชการในสังกัดทุกคนถือปฏิบัติโดยมิได้ยึดหลักกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
จึงเป็นการสั่งการที่ไม่ถูกต้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีให้การเพิ่มเติมว่า การที่กรมบัญชีกลางเคยตอบข้อหารือของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๕๒๖.๕/๓๙๑ ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ นั้น เป็นกรณีที่กรมบัญชีกลางวินิจฉัยในประเด็นที่ว่าข้าราชการที่ได้เข้า
พักอาศัยในบ้านพักของทางราชการและต่อมาทางราชการได้เรียกบ้านพักคืน ข้าราชการ
ดังกล่าวจะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้หรือไม่ ซึ่งกรมบัญชีกลางมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นโอนมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนจะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้หรือไม่
ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งการท้ายหนังสือกองคลัง ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ในส่วนที่เรียกคืน
เงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิเบิกไปแล้ว จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจากผู้ฟ้องคดีจำนวน
๘๒,๓๐๐ บาท ยังไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฟ้องคดีอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง จึงมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ฟ้องคดี
คดีสำนวนที่สองผู้ถูกฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงนนทบุรี ขอให้ผู้ฟ้องคดี
ชำระเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิและไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท คืนแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมาศาลแขวงนนทบุรีให้โอนคดีดังกล่าวมายังศาลปกครอง
ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่
ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒
ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเริ่มรับราชการครั้งแรก
ในสังกัดกรมอาชีวศึกษา ท้องที่กรุงเทพมหานคร แม้ต่อมาผู้ฟ้องคดีจะโอนไปเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมิใช่ข้าราชการตามความหมายในมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ก็ตาม แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมราชทัณฑ์ ความเป็นข้าราชการของผู้ฟ้องคดีมิได้ขาดหายไปแล้วเริ่มต้นนับใหม่ในการโอนแต่ละครั้งแต่อย่างใด หากแต่ได้มีการนับเวลาราชการต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒ วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานส่วนตำบล
พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่กำหนดให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมาในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นนั้น เป็นเวลาราชการของพนักงานส่วนตำบลตาม
พระราชกฤษฎีกานี้ด้วย และมาตรา ๖๑ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่กำหนดให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมาในขณะที่
เป็นข้าราชการ พนักงานเทศบาล หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นนั้น เป็นเวลาราชการ
ของข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ ประกอบกับอาชีพรับราชการไม่ว่าจะสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ต่างก็เป็น
การรับราชการเพื่อให้บริการสาธารณะตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม นอกจากนี้ พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗
มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย
อันสืบเนื่องจากทางราชการเป็นเหตุ สิทธิในการที่จะได้รับสวัสดิการจากทางราชการของข้าราชการแต่ละส่วนจึงควรเท่าเทียมกัน อีกทั้งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวก็มิได้มีบทบัญญัติใดกำหนดให้ถือว่าข้าราชการที่โอนมาจากข้าราชการประเภทอื่นนอกเหนือจากที่กำหนด
ในมาตรา ๔ เมื่อมารับราชการเป็นข้าราชการตามมาตรา ๔ แล้วให้ถือว่าเป็นการ
รับราชการครั้งแรกตามที่กรมบัญชีกลางตอบข้อหารือของผู้ถูกฟ้องคดีตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๐๙.๕/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ แต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญครั้งแรกในท้องที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ได้โอนไปรับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นและได้โอนกลับมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญอีกครั้งในสังกัดกรมราชทัณฑ์ โดยปฏิบัติราชการในท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
จึงเป็นการได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ ตามมาตรา ๗ แห่ง
พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามที่
ผู้ถูกฟ้องคดีได้อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จึงเป็นการชอบแล้ว แต่ต่อมาเมื่อผู้ฟ้องคดีขอเปลี่ยนแปลง
การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการจากกรณีเช่าบ้านเป็นกรณีเช่าซื้อบ้าน โดยนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีกลับไม่อนุมัติ พร้อมทั้งเรียกเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปแล้วคืนจาก
ผู้ฟ้องคดี การกระทำดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน เลขที่ ๑๒๕/๗๕ หมู่ ๓ ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยทำสัญญา+++้เงิน ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๖ จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเคหะ โดยตกลงชำระหนี้เงิน+++้ภายในเวลา ๒๐ ปี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชอบที่จะอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้
และเมื่อปรากฏว่าการตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลางเป็นความเห็นที่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับ และขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชอบที่จะยกเลิกแนวทางปฏิบัติที่ไม่ชอบตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ ที่แจ้งเวียน
สำเนาหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๐๙.๕/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗
ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน สถานกักกัน และสถานกักขัง เพื่อให้ส่วนราชการดังกล่าวถือปฏิบัติต่อไป
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งการเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ท้ายหนังสือกองคลังลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ระงับสิทธิของผู้ฟ้องคดี
ในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ และให้เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้เบิกจ่ายไป
โดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท โดยให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมาย และยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ให้คำนิยามคำว่า “ข้าราชการ” หมายถึง ข้าราชการพลเรือน
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้าราชการฝ่ายตุลาการตามกฎหมาย
ว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร และข้าราชการครู
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ซึ่งมิได้บัญญัติรวมถึงพนักงานส่วนท้องถิ่น
แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติว่า “...ข้าราชการผู้ใดได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้าน...” จึงมีความหมายว่า ผู้ที่จะได้รับค่าเช่าบ้านตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ต้องมีสถานภาพเป็นข้าราชการตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอยู่แล้ว ก่อนที่จะได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการต่างท้องที่ ซึ่งกรณีของผู้ฟ้องคดีนั้น แม้เดิมจะรับราชการเป็นข้าราชการ
พลเรือนสังกัดกรมอาชีวศึกษา แต่เมื่อโอนไปเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้วย่อมทำให้สถานภาพความเป็นข้าราชการพลเรือนสิ้นสุดลง เพราะได้เปลี่ยนเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว หากแต่มีสิทธิหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายว่าด้วยราชการส่วนท้องถิ่นบัญญัติ เมื่อได้โอนมาเป็นข้าราชการพลเรือน
สังกัดกรมราชทัณฑ์จึงทำให้สถานภาพความเป็นข้าราชการพลเรือนเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
โดยต้องถือว่าท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เป็นท้องที่ที่รับราชการครั้งแรก ส่วนมาตรา ๑๒ วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๙ และมาตรา ๖๑ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นประโยชน์ในการนับเวลาราชการต่อเนื่องเท่านั้น จะนำมาพิจารณาเพื่อเป็นประโยชน์ในเรื่องของสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้จากมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่งและวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าการโอนพนักงานส่วนท้องถิ่นให้ทำได้ แต่จะให้ดำรงตำแหน่งระดับใดและจะให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณากำหนด แต่ต้องไม่สูงกว่าข้าราชการพลเรือนที่มีคุณวุฒิ ความสามารถ และความชำนาญในระดับเดียวกัน ซึ่งแสดง
ให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์จะแยกสิทธิประโยชน์ของข้าราชการพลเรือนกับพนักงาน
ส่วนท้องถิ่นออกจากกัน เมื่อพนักงานส่วนท้องถิ่นโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนก็ต้อง
สละสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ขณะเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น เช่น กรณีของเงินเดือน
ซึ่งไม่สามารถรับเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนที่มีคุณวุฒิ ความสามารถ
และความชำนาญในระดับเดียวกันได้ ทั้งที่ขณะเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นอาจได้รับสูงกว่าก็ตาม ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน ตามมาตรา ๔ และมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกา
ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ และไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าซื้อหรือผ่อนชำระเงิน+++้เพื่อชำระราคาบ้าน ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่อย่างใด และเมื่อปรากฏว่า
ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านดังกล่าว แต่ได้รับเงินค่าเช่าบ้านไปโดยไม่มีสิทธิจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท กรมราชทัณฑ์จึงมีสิทธิติดตามเอาเงินดังกล่าวคืนจากผู้ฟ้องคดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรับเงินจากกรมราชทัณฑ์ไปเป็นครั้งสุดท้าย โดยคำนวณถึงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘ อันเป็นวันที่กรมราชทัณฑ์ฟ้องคดี
เป็นเวลา ๕๔๖ วัน คิดเป็นเงินดอกเบี้ย ๙,๒๓๓.๓๘ บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย จำนวน ๙๑,๕๓๓.๓๘ บาท ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาของ
ศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้อง และให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินจำนวน ๙๑,๕๓๓.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท นับถัดจากวันที่กรมราชทัณฑ์ยื่นฟ้องคดีจนกว่าผู้ฟ้องคดีจะชำระเสร็จให้แก่กรมราชทัณฑ์
ผู้ฟ้องคดีแก้อุทธรณ์ว่า บทบัญญัติมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกา
ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้กำหนดไว้ว่า ให้ข้าราชการ ๘ ประเภท มีสิทธิ
เบิกค่าเช่าบ้านได้ คือ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร และข้าราชการครู ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายนั้น ๆ ซึ่งตามข้อเท็จจริงผู้ฟ้องคดีเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกเป็นข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งนายช่างเทคนิค ๒ กองบริการเครื่องจักรกล กรมอาชีวศึกษา สำนักงานตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นราชการส่วนกลางตามมาตรา ๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้โอนไปรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๔ (ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล) องค์การบริหารส่วนตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และย้ายไปรับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๔
(ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล) องค์การบริหารส่วนตำบลขยาย อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับ ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลถือเป็นราชการส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๗๐ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และต่อมาเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๑ ได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญที่กรมราชทัณฑ์ ท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๔ เรือนจำกลางอุดรธานี รักษาการ
ในตำแหน่งนิติกร ๔ กองการเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ และปฏิบัติราชการที่กรมราชทัณฑ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกรมราชทัณฑ์ถือเป็นราชการส่วนกลางตามมาตรา ๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีจึงกลับมามีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งเป็นข้าราชการหนึ่งในแปดประเภท
ตามคำนิยามคำว่า “ข้าราชการ” ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ดังนั้น ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีขอเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้าน
เป็นขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเพื่อชำระเงิน+++้ที่ผู้ฟ้องคดีได้+++้เงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์
มาซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยต่อผู้ถูกฟ้องคดีนั้น ผู้ฟ้องคดีมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน จึงอยู่ในความหมายของคำว่า “ข้าราชการ” ตามนัยมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และโดยที่บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมิได้กำหนดว่าข้าราชการผู้ขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นจะต้องมีสถานภาพ
เป็นข้าราชการประเภทใดประเภทหนึ่งใน ๘ ประเภท โดยต่อเนื่องจึงจะมีสิทธิเบิก
ค่าเช่าบ้านได้ รวมทั้งการปฏิบัติราชการไม่ว่าจะสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการ
ส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ย่อมต้องถือเป็นการรับราชการทั้งสิ้น เพียงแต่จะมีขอบเขตภาระหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะที่แตกต่างกันเท่านั้น อีกทั้งค่าใช้จ่าย
ในการดำเนินงานของส่วนราชการดังกล่าวข้างต้น ต่างก็ได้รับการจัดสรรมาจาก
เงินงบประมาณแผ่นดินเช่นเดียวกัน และถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของราชการส่วนท้องถิ่นส่วนหนึ่งจะมาจากรายได้ของท้องถิ่น แต่รายได้ดังกล่าวนี้ก็เป็นรายได้จาก
การเก็บภาษีอากรจากราษฎรเช่นเดียวกับราชการส่วนกลาง ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับ
ความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยอันสืบเนื่องมาจากทางราชการเป็นเหตุ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าก่อนหน้าที่ผู้ฟ้องคดีจะโอนมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนในสังกัดของ
ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นมาก่อน ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ข้าราชการ
ตามความหมายในมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อันจะใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามนัยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวนั้น ไม่ชอบด้วยหลักการและเหตุผล เพราะสิทธิและสวัสดิการที่ข้าราชการพึงได้รับจากทางราชการ ไม่ว่าข้าราชการผู้นั้นจะสังกัดส่วนราชการใด
ก็ควรมีความเท่าเทียมกัน โดยจะเลือกปฏิบัติตัดสิทธิเฉพาะรายไม่ได้ จึงเห็นได้ว่าท้องที่ที่
ผู้ฟ้องคดีเริ่มรับราชการครั้งแรก คือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในราชการบริหารส่วนกลาง
แม้ต่อมาผู้ฟ้องคดีจะโอนไปรับราชการในราชการบริหารส่วนท้องถิ่น และโอนกลับมารับราชการในราชการบริหารส่วนกลางเช่นเดิมก็ตาม แต่อายุราชการของผู้ฟ้องคดีก็ได้นับอย่างต่อเนื่อง ความเป็นข้าราชการของผู้ฟ้องคดีจึงมีอยู่อย่างต่อเนื่องโดยตลอดมิได้ขาดลงแต่อย่างใด เนื่องจากการโอนของผู้ฟ้องคดีเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติมาตรา ๖๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
ที่กำหนดว่า การโอนพนักงานเทศบาลที่ไม่ใช่พนักงานเทศบาลวิสามัญ และการโอนข้าราชการที่ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัตินี้ และไม่ใช่ข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการวิสามัญ มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ อาจทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจ โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๒ ของกระทรวง ทบวง กรม ที่จะรับโอนทำความตกลงกับผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของส่วนราชการหรือหน่วยงานสังกัดเดิม แล้วเสนอเรื่องไปให้ ก.พ. พิจารณาอนุมัติ ในการนี้ ให้ ก.พ. พิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ ส่วนจะบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับใดและจะให้ได้รับเงินเดือนเท่าใด ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณากำหนด แต่จะต้องไม่สูงกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีคุณวุฒิ ความสามารถ และความชำนาญงานในระดับเดียวกัน ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นการโอนตามวรรคสาม และวรรคสองของมาตรานี้ กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือ
เวลาทำงานของผู้ที่โอนมาตามมาตรานี้ในขณะที่เป็นข้าราชการ พนักงานเทศบาล หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นนั้น เป็นเวลาราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย จึงเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของบทกฎหมายดังกล่าวยอมรับเวลาทำงานในขณะที่ผู้นั้นมีสถานภาพเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นมาเป็นเวลาราชการของข้าราชการพลเรือน นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา ๑๒ วรรคสาม แห่งพระราชกฤษฎีการะเบียบพนักงานส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๙ ยังได้กำหนดให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมาในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอื่นนั้น เป็นเวลาราชการของพนักงานส่วนตำบลตาม
พระราชกฤษฎีกานี้ด้วย การที่มาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ กำหนดให้ข้าราชการ ๘ ประเภท มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ จึงมีนัยว่าในระหว่างที่ผู้ฟ้องคดี
ยังรับราชการเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่ในราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่มีสิทธิเบิก
ค่าเช่าบ้านข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่อาจเป็นผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๒๘
แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้โอนมารับราชการในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดี จึงต้องถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ และเมื่อท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เป็นคนละท้องที่กับท้องที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นท้องที่ที่ผู้ฟ้องคดีเริ่ม
รับราชการครั้งแรก ผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นผู้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ โดยไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการ
พลเรือนตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ และไม่มีเหตุต้องห้ามที่ไม่ให้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) แห่งพระราชกฤษฎีกาข้างต้น ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นข้าราชการผู้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านและสิทธินำหลักฐานการชำระ
ค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงิน+++้เพื่อชำระค่าบ้านที่ค้างชำระอยู่มาเบิกค่าเช่าบ้านได้
ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ฉะนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ท้ายหนังสือกองคลัง ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ระงับสิทธิของ
ผู้ฟ้องคดีในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ และให้เรียกเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้เบิกจ่ายไปโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท และหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ ที่แจ้งเวียนสำเนาหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๐๙.๕/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ ไปยัง
ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน สถานกักกัน และสถานกักขัง จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งการเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ท้ายหนังสือกองคลัง ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ระงับสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ และให้
เรียกเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้เบิกจ่ายไปโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท และสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ตามที่เคยได้รับมา ทั้งนี้
ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ และเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ตามที่สั่งในหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ เรื่อง หารือสิทธิการเบิก
ค่าเช่าบ้านข้าราชการ
ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี โดยได้รับฟังสรุปข้อเท็จจริงของ
ตุลาการเจ้าของสำนวน และคำชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี
ศาลปกครองสูงสุดได้ตรวจพิจารณาเอกสารทั้งหมดในสำนวนคดี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องประกอบแล้ว
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง
นิติกร ๖ ว กองการเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ โดยเริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓
สิงหาคม ๒๕๓๔ ในสังกัดกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ได้โอนไปรับราชการในตำแหน่งปลัดองค์การบริหาร
ส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม จากนั้นได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลขยาย อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๑ ได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๔ เรือนจำกลางอุดรธานี รักษาการในตำแหน่ง นิติกร ๔ กองการเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ ต่อมา เมื่อวันที่ ๑
มิถุนายน ๒๕๔๓ ผู้ฟ้องคดีได้เสนอเรื่องขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามพระราชกฤษฎีกา
ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดี
ได้รับสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านมาโดยตลอด ต่อมา เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖
ผู้ฟ้องคดีได้ขอเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากการเบิกเงินค่าเช่าบ้าน
เป็นการ+++้ยืมเงินเพื่อซื้อบ้าน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญา+++้เงินจากธนาคาร
อาคารสงเคราะห์เพื่อซื้อบ้านที่อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ผู้ถูกฟ้องคดี
ได้มีหนังสือหารือกรมบัญชีกลาง ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ตอบข้อหารือว่าเมื่อเริ่มรับราชการ
ครั้งแรกผู้ฟ้องคดีมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือน ต่อมาผู้ฟ้องคดีโอนไปรับราชการ
ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนจึงสิ้นสุดลง
และเปลี่ยนเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น การที่ผู้ฟ้องคดีได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการ
พลเรือนที่กรมราชทัณฑ์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเริ่มมีสถานภาพเป็น
ข้าราชการพลเรือนใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงาน
ในต่างท้องที่ จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ กองคลัง กรมราชทัณฑ์ จึงแจ้งให้
ผู้ฟ้องคดีทราบว่าไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจากทางราชการ ตามมาตรา ๔
ประกอบมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ พร้อมทั้ง
ส่งเอกสารการขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านคืนแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งระงับสิทธิ
ในการเบิกค่าเช่าบ้านต่อผู้ถูกฟ้องคดี และได้รับแจ้งผลการพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิ
เบิกค่าเช่าบ้าน ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้สั่งการท้ายหนังสือกองคลัง กรมราชทัณฑ์ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ เห็นชอบตามที่กองคลังเสนอให้ระงับการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านพร้อมกับเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้เบิกไปตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้าน
พร้อมกับขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ถูกฟ้องคดี เพราะผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้าน
และสั่งเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท และให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมายตามที่เคยได้รับมา และขอให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือกรมราชทัณฑ์ ที่
ยธ ๐๗๐๓/ว ๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ เรื่อง หารือสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีได้ฟ้องคดีขอให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท รวมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จำนวน
๙,๒๓๓.๓๘ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๙๑,๕๓๓.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา
ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันฟ้อง คือ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๘) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา
เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งการเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ท้ายหนังสือกองคลัง
ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ระงับสิทธิผู้ฟ้องคดีในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ และให้เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดีได้เบิกจ่ายไปโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท โดยให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมาย และยกฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดี
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งระงับการใช้สิทธิเบิกเงินค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดี และคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปแล้วจำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้าราชการที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้นั้น จะต้องเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
หรือข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๔ แห่ง
พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่า ผู้ฟ้องคดีมีสถานภาพเป็นข้าราชการ
ตามความหมายในมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า โดยที่มาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว กำหนดให้ข้าราชการ ๘ ประเภท มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ คือ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร และข้าราชการครู ทั้งนี้
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายนั้น ๆ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า
ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนิติกร ๖ ว กองการเจ้าหน้าที่ กรมราชทัณฑ์ จึงฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดี
มีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือน และผู้ฟ้องคดีเคยรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนายช่างเทคนิค ๒ กองบริการเครื่องจักรกล กรมอาชีวศึกษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ฟ้องคดีได้โอนไปเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น และได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการ
พลเรือนสามัญ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ๔ เรือนจำกลางอุดรธานี กรมราชทัณฑ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสถานะเป็นข้าราชการ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวในขณะที่ขอใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการจากกรมราชทัณฑ์ มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกา
ค่าเช่าบ้าน พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิ
จะเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวหรือไม่ โดยต้องพิจารณาว่า กรณีของผู้ฟ้องคดีจะถือว่าท้องที่ใดเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดี
มีความเห็นตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลางว่าท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี
จังหวัดนนทบุรี เป็นท้องที่ที่ผู้ฟ้องคดีเริ่มรับราชการครั้งแรก เมื่อผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ จึงยังไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เริ่มรับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๓๔ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ กองบริการเครื่องจักรกล กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก
แม้ต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนไปรับราชการในตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ และได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนตำบลขยาย อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่น และได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกรมราชทัณฑ์ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองนนทบุรี
จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๑ ซึ่งถือเป็นราชการส่วนกลาง ผู้ฟ้องคดี
จึงมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนเมื่อเริ่มรับราชการครั้งแรก แม้ต่อมาได้โอนไป
รับราชการเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือน แต่ต่อมาได้โอนกลับมาเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งเป็นข้าราชการใน ๘ ประเภท ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีการนับอายุราชการต่อเนื่องตลอดมานับตั้งแต่
รับราชการครั้งแรกที่กรมอาชีวศึกษา และในขณะที่ยื่นคำขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการสถานภาพความเป็นข้าราชการของผู้ฟ้องคดีไม่ได้สิ้นสุดลงหรือเปลี่ยนแปลงไป
เพราะการโอนย้ายสังกัดของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด โดยการรับราชการไม่ว่าจะสังกัด
ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่นก็ตาม ย่อมต้องถือว่า
เป็นการรับราชการทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีได้โอนมารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน
ที่กรมราชทัณฑ์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นคนละท้องที่กับท้องที่ที่
เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่แล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ
ตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗
ที่บัญญัติให้ข้าราชการผู้ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่มีสิทธิ
ได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการเท่าที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน ฯลฯ
โดยไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว กล่าวคือ จะต้องได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่ที่ไม่ใช่ท้องที่ที่เริ่มรับราชการ
ครั้งแรก หรือท้องที่ที่กลับเข้ารับราชการใหม่จึงจะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีความเห็นตามความเห็นของกรมบัญชีกลางว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนครั้งแรกที่กรมอาชีวศึกษา กรุงเทพมหานคร ถือว่าเริ่มมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งเป็นข้าราชการใน ๘ ประเภท จึงถือว่ากรุงเทพมหานคร
เป็นท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก แต่เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงาน
ในต่างท้องที่จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามมาตรา ๔ ประกอบมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ เมื่อต่อมาได้โอนไปรับราชการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานภาพการเป็นข้าราชการพลเรือนจึงสิ้นสุดลง และเปลี่ยนเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น การที่ต่อมาได้โอนไปรับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนที่กรมราชทัณฑ์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเริ่มมีสถานภาพเป็นข้าราชการพลเรือนใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งให้ไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่จึงยังไม่เกิดสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ นั้น น่าจะไม่ชอบและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การที่
ผู้ถูกฟ้องคดีได้อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าเช่าบ้านที่ได้เบิกจ่ายไปแล้ว จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท คืนจากผู้ฟ้องคดี และต่อมาเมื่อผู้ฟ้องคดี
ขอเปลี่ยนแปลงการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการจากกรณีเช่าบ้านเป็นกรณีเช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงิน+++้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่
เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น โดยนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงิน+++้มาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชอบที่จะอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือ
ค่าผ่อนชำระเงิน+++้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามสิทธิต่อไป
เมื่อปรากฏว่าการตอบข้อหารือของกรมบัญชีกลางเป็นการไม่ถูกต้องตาม
พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๒๗ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือ
กรมราชทัณฑ์ ที่ ยธ ๐๗๐๓/ว๑๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๗ แจ้งเวียนสำเนาหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๐๙.๕/๘๒๗ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๗ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน สถานกักกัน และสถานกักขัง
เพื่อถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปนั้น จึงเป็นการแจ้งแนวทางปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ดังกล่าวถือปฏิบัติด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงชอบที่จะยกเลิกแนวทางปฏิบัติที่ไม่ชอบตามหนังสือดังกล่าว
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่สั่งการ
เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๗ ท้ายหนังสือกองคลัง ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ระงับสิทธิผู้ฟ้องคดีในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ และให้เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ผู้ฟ้องคดี
ได้เบิกจ่ายไปโดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ จำนวน ๘๒,๓๐๐ บาท โดยให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้ตามกฎหมาย และยกฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นการชอบแล้ว
พิพากษายืน

นายวิชัย ชื่นชมพูนุท ตุลาการเจ้าของสำนวน
ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

นายวรพจน์ วิศรุตพิชญ์
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวิษณุ วรัญญู
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายนพดล เฮงเจริญ
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นายวรวิทย์ กังศศิเทียม
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

ตุลาการผู้แถลงคดี : นายจิรศักดิ์ จิรวดี
โดยคุณ 1 180.180.114.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 20:56 น. ] ผู้ตอบคนที่ 7

เอาไว้ไปไล่กระทืบพวกที่ไม่ยอมเบิกให้นะคะ
โดยคุณ 1 180.180.114.* [ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2554 เวลา 20:57 น. ] ผู้ตอบคนที่ 8

เป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขอโอนย้ายมาท้องถิ่น(อบต)ขอค่าเช่าบ้านแต่ปรึกษากับเจ้าหน้าที่คลังบอกว่าเบิกไม่ได้เพราะเป็นการขอโอนย้ายมาเอง แต่...พอโทรไปถามอาจารย์ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นบอกว่าได้ จะทำไงดีเอาอะไรไปยืนยันดีว่าเรามีสิทธิเบิกได้นะ รบกวนชี้แนะค่ะ
โดยคุณ ท้องถิ่น ส่งเมล์ถึง ท้องถิ่น 118.172.210.* [ วันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม 2554 เวลา 11:03 น. ] ผู้ตอบคนที่ 9

ทำหนังสือไปหารือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดิจะได้มีหลักฐาน
โดยคุณ จ๊ะเอ๋ ส่งเมล์ถึง จ๊ะเอ๋ 202.58.126.* [ วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เวลา 16:11 น. ] ผู้ตอบคนที่ 10


ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย
E-mail
  รหัสลับ = 3196
กรุณาใส่ตัวเลข *รหัสลับ ที่เห็น :
ส่งไฟล์ภาพ (รูป 50 Kb, Flash 100 Kb)
แทรกลิงค์ URL แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]

<<< กรุณาใช้ถ้อยคำสุภาพ >>>


.:: เครดิต Webboard - Data TextFile v3.22 ::. by พีกับยู โดย เว็บ www.nitikon.com