กระดานสนทนาเรื่องทั่วไป สัพเพเหระ
ห้ามโพสกระทู้หมิ่นสถาบัน พาดพิงบุคคลที่สามให้เสียหาย เป็นภัยต่อความมั่นคงและอื่นๆที่ขัดศีลธรรมฯ

ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ

ไม่ปฎิบัติตาม มติ ก.อบต.

กรณีที่มติ ก.อบต.เห็นชอบให้โอน(ย้าย) แล้ว จะต้องโอน(ย้าย) ภายในกี่วัน และถ้าไม่ปฏิบัติตามมติ ก.อบต. ผิดระเบียบหรือไม่ จะต้องอ้างถึงหนังสือ/หลักเกณฑ์ใด ช่วยตอบด้วยค่ะ

ตนที่ราบสูง 118.174.42.* [ วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2555 เวลา 16:23 น. ]

ร้องผู้กำกับดุแล


ดูกรณีคำวินิจฉัยกฤษฏีกา ฯ


เลขเสร็จ
๒๐๙/๒๕๔๔
เรื่อง
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เรื่อง การดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒
-----------------
เนื้อหา
กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๒๒๕.๑/๒๒๔๑ ลงวันที่ ๒๘กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ สรุปความได้ว่า
๑. การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในส่วนที่เกี่ยวกับวินัยอุทธรณ์และร้องทุกข์เดิมเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบพนักงานส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ได้กำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน รวมทั้งกฎ ข้อบังคับ หรือระเบียบ ก.พ.มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยได้กำหนดเทียบให้องค์กรบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ มีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับ
องค์กรบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ดังนั้น แนวทางเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ เมื่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจได้ดำเนินการทางวินัยหรือสั่งลงโทษพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้ว ได้กำหนดให้มีการรายงานการดำเนินการทางวินัยตามลำดับชั้น และกำหนดแนวทางเรื่องการอุทธรณ์ รวมทั้งการร้องทุกข์ ให้องค์กรบริหารงานบุคคลได้แก่ อ.ก.ท. เทศบาล หรือ อ.ก.ท. จังหวัด หรือ ก.ท. แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่อง
รายงานการดำเนินการทางวินัยและอุทธรณ์ ร้องทุกข์ เมื่อ อ.ก.ท. ดังกล่าว หรือ ก.ท. มีมติประการใด ก็ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการให้เป็นไปตามมตินั้น ซึ่งมติดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงการสั่งการของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจหรือโดยประการอื่นตามความถูกต้องเหมาะสมได้
๒. ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น(ระดับจังหวัด)คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ และคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น(ก.ถ.) ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นผลให้องค์กรบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นเดิม เช่น อ.ก.ท. เทศบาลอ.ก.ท.จังหวัด และ ก.ท. สิ้นสภาพไปตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง และตามวรรคสามของมาตรา ๓๙ นี้ได้กำหนดให้ในระหว่างที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลาง มาตรฐานทั่วไป หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล และพนักงานเมืองพัทยา ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ กรณีจึงเกิดปัญหาว่า
๑. ในระหว่างที่ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลาง มาตรฐานทั่วไป และหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น องค์กรบริหารงานบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องรายงานการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ ซึ่งค้างการพิจารณาดำเนินการเป็นจำนวนมาก
๒. ในกรณีที่ ก.ถ. จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นตามมาตรา ๓๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นฯ จะสามารถกำหนดแนวทาง ขั้นตอนการรายงานการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ โดยกำหนดให้คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ และคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น(ระดับจังหวัด)มีอำนาจพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ในการตรวจสอบและ
พิจารณาวินิจฉัยแก้ไขเปลี่ยนแปลงการออกคำสั่งของผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ เพียงใด เนื่องจากตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในการกำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและอื่น ๆ และมาตรา ๑๓มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๘ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ (ระดับจังหวัด) ในการกำหนดหลักเกณฑ์และดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอื่น ๆ โดยไม่ได้ระบุชัดเจนให้มีอำนาจในการพิจารณา ตรวจสอบ หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง
โทษหรือการดำเนินการทางวินัยของผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจไว้ แต่ได้กำหนดให้อำนาจการออกคำสั่งกรณีต่าง ๆ รวมทั้งการลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และการร้องทุกข์เป็นของผู้บริหารท้องถิ่นตามนัยมาตรา ๑๕ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๘
ประเด็นปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น(ก.ถ.) ได้มีการพิจารณาแล้ว มีความเห็นแตกต่างกันเป็นสองฝ่าย สรุปได้ดังนี้
ฝ่ายแรก เห็นว่า กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางรักษาระบบคุณธรรม มาตรฐานทั่วไป และหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติ ตามแต่กรณีนั้น ย่อมถือได้ว่ากฎหมายได้ให้อำนาจแก่คณะกรรมการดังกล่าวในการกำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลไว้แล้ว คณะกรรมการข้างต้นจึงสามารถกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ในเรื่องขั้นตอนการรายงานการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ตลอดจนกำหนดให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับข้างต้นมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งลงโทษของผู้บริหารท้องถิ่นหรือมีอำนาจสั่งการอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการคานและตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมในการใช้อำนาจของผู้บริหารท้องถิ่นให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเป็นธรรม
ฝ่ายที่สอง เห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นในระดับต่าง ๆ มีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ และหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัตินั้น เป็นการให้อำนาจไว้อย่างจำกัดเท่าที่กำหนดไว้เท่านั้น ดังนั้น หากคณะกรรมการข้างต้นกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางรักษาระบบคุณธรรม มาตรฐานทั่วไป และหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติ แล้วแต่กรณี ที่เป็นการเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมายดังกล่าว มีอำนาจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
คำสั่งของผู้บริหารท้องถิ่นหรือมีอำนาจในการพิจารณาสั่งการอุทธรณ์และร้องทุกข์ ย่อมขัดต่อหลักความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล และเป็นการเพิ่มอำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา ๒๘๓ และมาตรา ๒๘๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่อาจกำหนดมาตรฐาน ฯลฯเช่นว่านั้นได้ หากจะกำหนดก็อาจกำหนดให้คณะกรรมการดังกล่าวเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาสั่งการของผู้บริหารท้องถิ่นเท่านั้น และกรณีดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอุทธรณ์เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดขั้นตอน วิธีการที่เป็นหลักประกันความเป็นธรรมของพนักงานส่วนท้องถิ่นจึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ในฐานะที่เป็นกฎหมายกลาง หรือหากผู้บริหารท้องถิ่นได้สั่งลงโทษไปโดยมิชอบหรือไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ว่ากรณีใด ๆหรือไม่สามารถนำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทก็สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น ๆ ได้
คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) เห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการจัดทำมาตรฐานดังกล่าวข้างต้นเป็นไปด้วยความถูกต้อง ประกอบกับเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากมีผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนการต่อไป หลังจากการสั่งลงโทษทางวินัยแล้ว เช่นการใช้สิทธิอุทธรณ์ เป็นต้น จึงมีมติให้กระทรวงมหาดไทยหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยด่วน ดังนี้
(๑) ในการจัดทำมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรม มาตรฐานทั่วไป ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการบริหารงานบุคคลในเรื่องการรายงานการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ของคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น(ก.ถ.) คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณีจะสามารถกำหนดให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับดังกล่าวมีอำนาจในการตรวจสอบพิจารณาและแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการดำเนินการของผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนมีอำนาจในการวินิจฉัยและมีคำสั่งในเรื่องที่มีการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ได้หรือไม่ เพียงใด
(๒) ในกรณีที่มิอาจกำหนดขั้นตอนต่าง ๆ ตลอดจนกำหนดให้บุคคลหรือคณะกรรมการใดมีอำนาจในการพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยในทางวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้บริหารท้องถิ่นหรือให้มีอำนาจในการวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ จะนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ในส่วนที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับกับการอุทธรณ์ของพนักงานส่วนท้องถิ่นได้หรือไม่ เพียงใด
(๓) เมื่อผู้มีอำนาจได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปแล้ว หากผู้บริหารท้องถิ่นในฐานะผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นพ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ปฏิบัติตามหรือในกรณีที่ไม่สามารถนำกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแลท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทต่าง ๆ จะใช้อำนาจกำกับดูแลตามอำนาจหน้าที่ต่อผู้บริหารส่วนท้องถิ่นนั้นได้เพียงใด
คณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะที่ ๑)ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวโดยฟังคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงมหาดไทย (สำนักงานปลัดกระทรวง และกรมการปกครอง) แล้ว มีความเห็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นพ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้มีคณะกรรมการซึ่งดำเนินการเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นอยู่สามระดับ คือ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น สำหรับ ก.ถ. นั้นตามมาตรา ๓๓*[๑]ให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล โดยมาตรฐานกลางที่ ก.ถ. กำหนดขึ้นนี้ คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นจะนำไปกำหนดเป็น
มาตรฐานทั่วไปตามมาตรา ๑๗*[๒] ภายใต้มาตรฐานกลางที่ ก.ถ. กำหนด และคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก็จะนำไปกำหนดเป็นรายละเอียดการบริหารงานบุคคลตามมาตรา ๑๓*[๓] ให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมของท้องถิ่น โดยอยู่ในกรอบมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นกำหนดอีกชั้นหนึ่ง


การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นข้างต้นนี้ จึงเห็นได้ว่า ก.ถ. จะมีเพียงอำนาจหน้าที่กำหนดหลักการหรือวางนโยบายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นให้คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นหรือคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นไปปฏิบัติเท่านั้น นอกจากนี้การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางยังจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงานบุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ เว้นแต่อำนาจตามมาตรา ๓๔*[๔] ซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาปัญหาข้อโต้แย้งในการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลในระดับต่าง ๆ แต่ก็ภายใน
ขอบเขตที่จะไม่เป็นการทำลายความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้นก็มีเพียงอำนาจกำหนดมาตรฐานทั่วไปเพื่อเป็นกรอบให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นไปกำหนดหลักเกณฑ์ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อำนาจสั่งการในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นและคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้น แม้ว่าต่างเป็นคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามความหมายของรัฐธรรมนูญฯ แต่คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นก็ไม่อาจกำหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นการทำลายความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นได้เช่นกัน และในชั้นที่สุดของการพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัยหรือการอุทธรณ์และร้องทุกข์จะอยู่ที่คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยเมื่อเทียบกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนแล้ว คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก็คือองค์กรที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับ "ก.พ."ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ฉะนั้น ในข้อหารือประเด็นที่หนึ่งจึงเห็นว่าในการกำหนดมาตรฐาน ฯลฯ นั้น ไม่สามารถกำหนดให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นแต่ละระดับมีอำนาจตรวจสอบและแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้บริหารท้องถิ่นหรือวินิจฉัยหรือมีคำสั่งในเรื่องที่มีการอุทธรณ์
หรือร้องทุกข์ได้ แต่อำนาจดังกล่าวเป็นของคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ตามมาตรา ๑๓ที่จะกำหนดขึ้นภายใต้กรอบของมาตรฐานทั่วไปของคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น
ประเด็นที่สอง เห็นว่า เมื่อมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นฯ บัญญัติให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นต้องกำหนดหลักเกณฑ์การสอบสวนการลงโทษทางวินัยการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์แล้ว คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก็จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมและมีมาตรฐานเพื่อนำมาใช้กับการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะตามความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น
ประเด็นที่สาม เห็นว่า ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น แม้ว่าการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นจะดำเนินการโดยคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานก็ตาม แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังคงมีอำนาจอยู่อีกส่วนหนึ่งในการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะฉะนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงย่อมใช้อำนาจดังกล่าวสั่งการให้ผู้บริหารท้องถิ่นดำเนินการใหม่ได้ซึ่งเป็นการควบคุมดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยถูกต้องตามกฎหมาย
อนึ่ง ในการพิจารณาเรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น (คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการพนักงานเทศบาล และคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล) จะเป็นองค์กรที่พิจารณาการดำเนินการทางวินัยและอุทธรณ์ในระดับท้องถิ่น ฉะนั้น มาตรฐานของการออกคำสั่งจึงอาจแตกต่างกันในระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปัญหานี้คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น (คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล) อาจกำหนดในมาตรฐานทั่วไปให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นรายงานมายัง
คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นเพื่อการตรวจสอบก็ได้ ตามมาตรา ๑๗(๖) และ(๘)*[๕]มาตรา ๒๔ วรรคเจ็ด*[๖] และมาตรา ๒๖ วรรคเจ็ด*[๗] แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นฯ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นจะต้องตรวจสอบทุกเรื่องการรายงานดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่จะให้เป็นข้อมูลแก่คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่นที่จะกำหนดกรอบมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ ที่จะให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นกำหนดขึ้นเป็นกฎเกณฑ์หรือที่จะปรับปรุงต่อไปเท่านั้น
(ลงชื่อ) ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์
(นายชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์)
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เมษายน ๒๕๔๔
-------------------------------------------
*ส่งพร้อมหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร ๐๖๐๑/๐๔๐๗ ลงวันที่ ๑๙
เมษายน ๒๕๔๔ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
*[๑] มาตรา ๓๓ ให้คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีอำนาจ
หน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการ
บริหารงานบุคคลโดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น
รวมตลอดถึงการกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น ให้มี+++ส่วนที่
เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้
การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหาร
งานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงานบุคคลตาม
ความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้
ฯลฯ ฯลฯ
*[๒] มาตรา ๑๗ คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจ
หน้าที่ดังต่อไปนี้
ฯลฯ ฯลฯ
(๖) กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดำเนินการทาง
วินัย
(๗) กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ
(๘) กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และ
การร้องทุกข์
ฯลฯ ฯลฯ
*[๓] มาตรา ๑๓ คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจหน้าที่
กำหนดหลักเกณฑ์และดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์การบริหารส่วนจังหวัดนั้น
ในเรื่องดังต่อไปนี้
ฯลฯ ฯลฯ
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย
การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้
ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์
ฯลฯ ฯลฯ
*[๔] มาตรา ๓๔ ในกรณีที่คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเห็น
ว่าการกำหนดมาตรฐานทั่วไปของคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นขัดแย้ง
กับมาตรฐานกลางหรือแนวทางตามมาตรา ๓๓ หรือมีปัญหาข้อโต้แย้งในการกำหนดหลักเกณฑ์
การบริหารงานบุคคลระหว่างคณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นกับคณะกรรมการ
กลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วน
ท้องถิ่นแจ้งให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือคณะกรรมการ
ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามมาตรฐานกลาง
และถ้ามิได้มีการดำเนินการในเวลาอันสมควรหรือการดำเนินการของคณะกรรมการกลาง
ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือคณะกรรมการข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นจะเกิด
ความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการบริหารเป็นส่วนรวมหรือไม่เป็นธรรมแก่ข้าราชการหรือพนักงาน
ส่วนท้องถิ่น ให้คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นมีอำนาจสั่งระงับการใช้
หลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลนั้นได้
*[๕] โปรดดูเชิงอรรถ ๒ , ข้างต้น
*[๖] มาตรา ๒๔ ฯลฯ ฯลฯ
ฯลฯ ฯลฯ
ให้นำความในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙
มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกลาง
พนักงานเทศบาลด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้การใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าว เป็น
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล หรือคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
แล้วแต่กรณี
*[๗] มาตรา ๒๖ ฯลฯ ฯลฯ
ฯลฯ ฯลฯ
ให้นำความในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา
๒๐ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกลางพนักงาน
ส่วนตำบลด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้การใช้อำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติดังกล่าว เป็นอำนาจ
หน้าที่ของคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล หรือคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล
แล้วแต่กรณี


ชไมพร/แก้ไข
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕
A+B(C)

โดยคุณ นิ๋ง 1.4.226.* [ วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 00:59 น. ] ผู้ตอบคนที่ 1

http://www.lawreform.go.th/lawreform/images/th/jud/th/deca/2544/c2_0209_2544.htm
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.226.* [ วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 01:01 น. ] ผู้ตอบคนที่ 2


หนังสือตอบข้อหารือดังกล่าว ตามหนังสือที่ มท ๐๘๐๙.๑/๑๙๙๖ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ ว่าประการแรกกรณีองค์การบริหารส่วนตำบลไม่ปฏิบัติตามมติของ ก.อบต.จังหวัด

(ตัวนี้หาไม่เจอ) แต่แนวทางก็ตามคำวินิจฉัยข้างต้น คือให้ ผู้กำกับดูแลดำเนินการตามข้อร้องทุกข์ที่เกิดขึ้น
โดยคุณ นิ๋ง 1.4.226.* [ วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 01:07 น. ] ผู้ตอบคนที่ 3


ขอเชิญร่วมตอบคำถามครับ
ความคิดเห็น
โดย
E-mail
  รหัสลับ = 5483
กรุณาใส่ตัวเลข *รหัสลับ ที่เห็น :
ส่งไฟล์ภาพ (รูป 50 Kb, Flash 100 Kb)
แทรกลิงค์ URL แทรกรูป ย่อหน้า ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]

<<< กรุณาใช้ถ้อยคำสุภาพ >>>


.:: เครดิต Webboard - Data TextFile v3.22 ::. by พีกับยู โดย เว็บ www.nitikon.com